Affiliate Marketing

สารานุกรมการบริหารและการจัดการ
การตลาดแบบเครือข่าย

     Affiliate marketing หรือการตลาดแบบเครือข่าย คือรูปแบบการตลาดที่บุคคลภายนอก เช่น blogger หรือ YouTuber เรียกรวม ๆ ว่า affiliate หรือ publisher ทำการโปรโมตสินค้าบริการของเจ้าของสินค้าผ่าน website หรือสื่อสังคมของตน โดยผู้โปรโมตจะได้รับค่านายหน้าตามเงื่อนไขของเจ้าของสินค้า นอกจากนั้น Affiliate marketing ยังมีความหมายรวมไปถึงระบบการตลาดแบบเครือข่ายของเจ้าของสินค้าเองด้วย การตลาดเครือข่ายมีความตื่นตัวอย่างมากหลังจากที่ Amazon ได้รณรงค์ทางการตลาดด้วยการสร้าง website และ link ที่ผุ้สนใจเข้าร่วมเป็นเครือข่ายสามารถนำ link ดังกล่าวไปวางไว้ใน website หรือสื่อสังคมของตน เมื่อลูกค้าเข้ามาคลิก link ก็จะเชื่อมโยงเข้าสู่ website ของ Amazon เพื่อดูรายละเอียดและสั่งซื้อสินค้ากับ Amazon ได้โดยตรง

      รูปแบบการจ่ายค่านายหน้าโดยทั่วไปในการตลาดประเภทนี้ประกอบด้วย

   1) Pay per sale
      ผู้โปรโมต ได้รับค่านายหน้าเมื่อมีลูกค้าเข้ามาคลิก link ของเจ้าของสินค้าที่วางไว้ใน website หรือสื่อสังคมของผู้โปรโมตและต่อมาลูกค้าได้ซื้อสินค้าขากคลิกนั้น ค่านายหน้านี้ส่วนใหญ่จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของราคาขาย แต่ก็มีบ้างที่กำหนดเป็นจำนวนเงินต่อชิ้น (flat rate)

   2) Pay per lead
      ผู้โปรโมต ได้รับค่านายหน้าเมื่อมีลูกค้าเข้ามาสมัครเป็นสมาชิกของเจ้าของสินค้าด้วยการกรอกแบบฟอร์ม, ขอทดลองใช้ผลิตภัณฑ์, หรือขอรับข้อมูลข่าวสารของเจ้าของสินค้าผ่าน link ใน website หรือสื่อสังคมของผู้โปรโมต ในกรณีนี้ ผู้โปรโมตจะได้รับค่านายหน้าไม่ว่าลูกค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ แต่อัตราที่ได้อาจต่างกัน

     3) Pay per click
      ผู้โปรโมต ได้รับค่านายหน้าเมื่อมีลูกค้าเข้ามาคลิก link ของเจ้าของสินค้าซึ่งวางอยู่ใน website หรือสื่อสังคมของผู้โปรโมต เจ้าของสินค้าบางรายจะให้ค่านายหน้าแก่ผู้โปรโมตไม่ว่าลูกค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าเพราะถือว่าผู้โปรโมตได้สร้างช่องทางให้ลูกค้าเข้ามาเห็นโฆษณาของเขาแล้ว บางครั้งเรียกค่านายหน้าชนิดนี้ว่า Pay per mile ซึ่งค่านายหน้าจะคิดตามจำนวนที่ตกลงเมื่อมีลูกค้าคลิก link ครบทุก  1,000 ครั้ง

      นอกจากสามรูปแบบหลักนี้แล้ว เข้าของสินค้าบางรายยังจ่ายค่านายหน้าในรูปแบบอื่นอีก เช่น pay per free-trial users สำหรับลูกค้าที่คลิก link และ download โปรแกรมร่วมทำกิจกรรมบางอย่าง

ประเภทของการตลาดแบบเครือข่าย
      การตลาดแบบเครือข่ายแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
     (1) ค่านายหน้าสูงแต่ขายได้น้อย (High – paying, low - volume)
      เป็นสินค้าบริการเฉพาะกลุ่ม (niche market) มีผู้ซื้อไม่มากนัก เช่นโปรแกรม software เจ้าของสินค้าจึงให้ค่าตอบแทนแก่ผู้โปรโมตค่อนข้างมาก

     (2) ค่านายหน้าต่ำแต่ขายได้จำนวนมาก (Low – paying, high - volume)
      เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลกที่มียอดซื้อขายมาก เช่น Amazon หรือ Unilever เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีคนซื้อเป็นประจำอยู่แล้ว จึงมีค่านายหน้าค่อนข้างต่ำ คือ ไม่เกิน 10 % ของยอดขาย

     (3) ค่านายหน้าสูง และขายได้จำนวนมาก (High – paying, high - volume)
      เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะ แต่เมื่อขายได้แต่ละครั้งจะขายได้เป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง เช่น ยา และเครื่องใช้ในโรงพยาบาล

      ถ้าคุณสนใจจะเข้าร่วมทำการตลาดแบบเครือข่ายและเป็นมือใหม่ ขอแนะนำให้เลือกธุรกิจประเภทที่สอง แม้ค่านายหน้าจะต่ำ แต่คุณจะสามารถหาประสบการณ์และข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าบริการนั้นได้ไม่ยาก ขอเพียงแต่อดทนในการตอบคำถามซึ่งมักจะซ้ำ ๆ กันจากผู้สนใจที่เข้ามาสอบถามและหมั่นปรับปรุงข้อมูลที่นำลงสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้สัมพันธ์กับช่วงการส่งเสริมการขาย ก็จะมีโอกาสได้รับการคลิกจนถึงขั้นซื้อขายได้ยากนัก

      ต่อเมื่อคุณมีประสบการณ์ในการจัดทำข้อมูลลงสื่อมากเพียงพอ และพร้อมที่จะเสียเวลาไปกับลูกค้าที่เจรจากันอย่างยาวนานแต่ไม่ยอมคลิก link เสียที หรือต้องปรับปรุง website และสื่อสังคมของตนอยู่เป็นประจำเพื่อให้ทันกับความเคลื่อนไหว ถ้าอยากได้ค่านายหน้าให้คุ้มกับค่าเหนื่อย ควรเลือกธุรกิจประเภทที่หนึ่ง คือมีค่านายหน้าสูงแต่ขายได้ไม่มากนัก และถ้าจะให้เป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่แท้จริง ควรเน้นลงไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของสินค้าที่คุณชอบหรือใช้อยู่เองด้วย เพราะเป็นข้อมูลที่คุณใช้จริงและคุณจะรู้สึกกระตือรือร้นที่จะอธิบายหากมีผู้สนใจเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น จำกัดกรอบลงมาจากเครื่องใช้ในบ้านมาเป็นเครื่องดูดฝุ่นไร้สายที่คุณใช้อยู่, เครื่องชงกาแฟแบบใช้กับตลับกาแฟ, รองเท้าเดินออกกำลังแบบมีฟองอากาศ, ลูกยางบีบออกกำลังที่ปรับได้หลายแบบให้สัมพันธ์กับความต้องการออกกำลังมือหรือนิ้ว, อาหารเพิ่มขนแมวหรือสุนัข ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เข้าถึงผู้มีความต้องการเฉพาะกลุ่มอย่างแท้จริงแล้ว ความแคบลงของตลาดยังช่วยให้คำสืบค้นมีความจำเพาะเจาะจงและมีอยู่ในกลุ่มคำค้นหายอดนิยม (SEO) ของ Google อีกด้วย

      ในปี ค.ศ. 2009 Pat Flynn ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในการทำการตลาดแบบเครือข่ายได้เสนอแนวคิดใหม่ คือ เสนอให้เปลี่ยนการแบ่งการตลาดแบบเครือข่ายจากเดิมที่แบ่งตามค่านายหน้า มาเป็นการแบ่งตามความใกล้ชิดของผู้โปรโมตกับสินค้าและลูกค้า การตลาดเครือข่ายในแนวคิดใหม่มี 3 ประเภท ประกอบด้วย

     (1) ผู้โปรโมตไม่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าและลูกค้า (Unattached affiliate marketing)
      เป็นการโปรโมตสินค้าบริการซึ่งผู้โปรโมตอาจเคยใช้หรือไม่เคยใช้เองมาก่อนและไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับสินค้าบริการนั้น เป็นข้อมูลของสินค้าและวาง link ของเจ้าของสินค้าไว้ใน website หรือสื่อสังคมของตนและรอค่านายหน้าจากเจ้าของสินค้าแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีการตอบคำถามหรือให้คำแนะนำเพิ่มเติมใด ๆ แก่ลูกค้า การตลาดประเภทนี้เป็นที่นิยมโดยเฉพาะกับผู้โปรโมตที่เป็นมือใหม่เพราะไม่มีภาระผูกพันเกี่ยวเนื่องให้ต้องมาตอบคำถามหรือรับผิดชอบกับคุณภาพหรือปัญหาใด ๆ ภายหลังการขาย อย่างไรก็ตาม การตลาดประเภทนี้ Flynn ไม่นับเป็นการตลาดที่แท้จริง เป็นเพียงการใช้ website หรือสื่อสังคมเพื่อหารายได้เท่านั้น

     (2) ผู้โปรโมตไม่เคยใช้สินค้า แต่เป็นสินค้าบริการที่เกี่ยวข้องกับอาชีพการงานของตน (Related affiliate marketing)
      เป็นการโปรโมตสินค้าบริการที่ผู้โปรโมตไม่เคยใช้เองมาก่อน แต่เป็นสินค้าที่ตนมีความเกี่ยวข้อง เช่น นักแสดงภาพยนต์หรือละครทีวีที่มาโปรโมตเครื่องสำอางหรืออาหารบำรุงสุขภาพ ผู้โปรโมตประเภทนี้มักจะมีผู้นิยมหรือคอยติดตามความเคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคม เช่น blog, YouTube, TikTok จึงนับว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในด้านความเชื่อถือในสังคมและวงการในระดับหนึ่ง มีรายได้จากค่านายหน้าสูงกว่าการตลาดแบบแรกแต่ก็มีความเสี่ยงมากกว่าด้วยเช่นกันเพราะเป็นการโปรโมตสินค้าบริการที่ตนไม่เคยใช้มาก่อน แต่เชียร์ว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้ หากลูกค้าได้ลองใช้และพบข้อบกพร่องก็มักจะนำมาแชร์กับในสื่อสังคม ทำให้เสียผู้ติดตามหรือหมดความเชื่อถือที่อุตส่าห์สร้างสมมาลงไปได้ภายในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ 

     (3) ผู้โปรโมตเคยใช้สินค้าและมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (Involved affiliate marketing)
      เป็นการโปรโมตสินค้าบริการเฉพาะที่ผู้โปรโมตเคยใช้และเห็นว่าสมควรเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้รู้และลองใช้บ้าง ผู้โปรโมตประเภทนี้อาจเป็นที่รู้จักในวงการหรือไม่ก็ได้ แต่ได้พยายามติดต่อสัมพันธ์กับลูกค้าจนในที่สุดได้รับความเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับว่าได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้องจนกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของลูกค้า นับเป็นการทำการตลาดแบบเครือข่ายที่แท้จริงเพราะนอกจากจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ดีระหว่างเจ้าของสินค้ากับลูกค้าแล้ว ยังได้พิสูจน์สินค้าบริการนั้นด้วยตนเองก่อนนำไปส่งเสริมเผยแพร่

ประโยชน์ที่ได้การทำการตลาดแบบเครือข่าย
      หน้าที่หลักของผู้โปรโมต คือ เป็นตัวเชื่อมโยงลูกค้ากับเจ้าของสินค้าโดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องล้วนได้รับประโยชน์ กล่าวคือ
      เจ้าของสินค้า ได้ประโยชน์จากการมีผู้มาช่วยโปรโมตสินค้าด้วยเทคนิควิธีที่หลากหลายซึ่งหากเจ้าของสินค้าจะทำด้วยตนเองอาจต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าการจ่ายค่านายหน้าและค่าบริหารโครงการหลายเท่า
      ผู้โปรโมต ไม่ต้องเสี่ยงลงทุนในการผลิต จัดเก็บ และส่งสินค้า เพียงแต่ทำสื่อให้มีลูกค้าเข้ามาชมและซื้อสินค้าก็ได้รับค่านายหน้าแล้ว นอกจากนั้นยังสามารถทำธุรกิจนี้ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องเดินทาง และไม่มีนาย
      ลูกค้า ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ตนสนใจ สามารถขอข้อมูลเพิ่มและสั่งซื้อสินค้าได้ online โดยไม่ต้องไปเดินหาให้เสียเวลา

ขั้นตอนการร่วมทำธุรกิจการตลาดแบบเครือข่าย
1. เลือกหมวดสินค้าบริการที่ต้องการโปรโมต (Choose your niche)
      ดังที่กล่าวมาข้างต้นว่าธุรกิจการทำการตลาดแบบเครือข่ายกำลังเป็นที่นิยม กล่าวได้ว่าแทบไม่มีกลุ่มสินค้าบริการใดเลยที่ไม่ใช้การส่งเสริมการตลาดแบบเครือข่าย หากคุณเป็นมือใหม่และต้องการเริ่มทำธุรกิจนี้ จึงไม่ควรเลือกกลุ่มสินค้าที่ซื้อหากันอยู่ดาษดื่นเพราะจะมีคู่แข่งจำนวนมากในตลาด การที่คุณจะทำการโปรโมตให้มีความโดดเด่นเตะตามากกว่ามืออาชีพเหล่านั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก คุณจึงควรเลือกกลุ่มสินค้าบริการที่เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche market) มีความจำเพาะเจาะจงให้แคบและสอดคล้องกับคุณสมบัติ 4 เรื่องนี้ของคุณ คือ
   (1) เป็นเรื่องที่คุณเก่ง รู้ดี หรือเป็นงานอดิเรกของคุณ
   (2) เป็นเรื่องที่คุณชอบ
   (3) เป็นเรื่องที่คุณสนใจติดตามความเคลื่อนไหว และ
   (4) เป็นเรื่องที่คนอื่นเคยชื่นชมคุณว่าเก่งหรือทำได้ดี

      เหตุผลก็คือ ในการทำการตลาดแบบเครือข่ายที่ให้ประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ไม่ใช่เพียงจัดทำข้อมูลขึ้นมา นำมาลงใน website หรือสื่อสังคมแล้วก็นั่งรอค่านายหน้า แต่คุณจะต้องพร้อมที่จะตอบคำถามที่ลูกค้าสนใจและหมั่นปรับปรุงข้อมูลให้สินค้าหรือบริการนั้นมีข้อมูลที่ updated ที่สุดอยู่เสมอ หากสินค้าบริการนั้นไม่ใช่สิ่งที่คุณชอบหรือสนใจเป็นพิเศษ ก็คงยากที่คุณจะมีความกระตือรือร้นในการตอบคำถามและแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติม

2. เลือกช่องทางการนำเสนอข้อมูล (Decide on a content platform)
      ในการร่วมทำธุรกิจแบบเครือข่าย คุณจะต้องสร้าง platform เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาสินค้าบริการที่จะส่งเสริม และสร้างผู้สนใจ on line ขึ้นมา นอกจากนั้นยังจะต้องพัฒนาเนื้อหาให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีในวงการอีกด้วย

      มีช่องทางที่คุณสามารถใช้ทำการตลาดแบบเครือข่ายมากมายขึ้นอยู่กับความชอบและความถนัดของคุณ แต่ก็ควรเลือกช่องทางให้เหมาะสมกับการโปรโมตสินค้าบริการนั้น เช่น หากคุณต้องการนำเสนอวิดีโอวิธีการใช้เครื่องเป่าผม ก็ควรเลือก YouTube หรือ TikTok หรือการสร้าง website ของตนเองเพื่อเลือกใช้ keyword ให้ติด SEO ของ Google แทนการเขียนเป็นจดหมายข่าวลง Facebook

      ผู้เริ่มต้นร่วมธุรกิจแบบเครือข่าย ไม่ควรใช้สื่อสังคมหลากหลายประเภทมากเกินไป สื่อสังคมแต่ละประเภทล้วนมีรายละเอียดที่ต้องศึกษาเพื่อทำให้รูปแบบของเนื้อหาและข้อมูลประกอบ เช่น รูปภาพและวิดีโอ มีความน่าสนใจแตกต่างไปจากคู่แข่ง หากคุณเป็นผู้เริ่มต้น ควรศึกษาการใช้สื่อซึ่งรู้จักกันแพร่หลาย เช่น YouTube, Google, Facebook, Instagram, Twitter แล้วเลือกสื่ออย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสื่อหลัก ขณะเดียวกันก็อาศัยสื่ออื่น ๆ เป็นช่องทางประกอบด้วยการแชร์ข้อมูลผ่านสื่อหลักนั้น

3. หาธุรกิจเครือข่ายที่จะเข้าร่วม (Find affiliate programs to join)
      หากคุณต้องการให้งานของคุณคุ้มค่าเหนื่อยมากที่สุด วิธีการต่อไปนี้อาจช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกเจ้าของสินค้าในธุรกิจเครือข่ายได้ง่ายขึ้น
   (1) ดูรายได้ของเครือข่าย
      ธรรมชาติโดยทั่วไปของผู้เข้าร่วมธุรกิจเครือข่าย คือ การแสดงความคิดเห็น ความภาคภูมิใจ หรือความผิดหวังของตนผ่านทางอินเตอร์เน็ต หากคุณใช้คำสืบค้นผ่าน Google, Yahoo, Bing เช่น income report Amazon affiliate หรือ commission report Unilever affiliate คุณจะพบการอวดโอ่รายได้และการพูดถึงอุปสรรคปัญหาของเครือข่ายจำนวนมาก นอกจากนั้นคุณยังสามารถใช้ cloud software ในการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านอื่น ๆ ของเจ้าของสินค้าเพื่อประกอบการตัดสินใจ

   (2) ดูเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จของเครือข่าย
      คุณอาจลงทะเบียนเป็นสมาชิกเครือข่ายการโปรโมตสินค้าและสอบถามเปอร์เซ็นต์ (conversion rate) การคลิก link และการซื้อสินค้าจากเจ้าของสินค้าได้

   (3) ใช้ความศรัทธาของตนที่มีต่อสินค้า
      ที่สำคัญคือ คุณควรมีสินค้าบริการที่คุณชื่นชอบหรือสนใจที่จะโปรโมตอยู่ในใจ หากข้อมูลที่คุณได้รับไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ หรือคุณต้องการท้าทายความสามารถของคุณแม้ conversion rate จะต่ำ ก็คงต้องถามตนเองว่ามีความเชื่อมั่นในสินค้าบริการของเจ้าของสินค้ารายใดมากเป็นพิเศษ

      คุณสามารถค้นหารายชื่อเจ้าของสินค้าที่เสนอการร่วมธุรกิจแบบเครือข่ายได้มากมายใน internet โดยเจ้าของสินค้าจะมี affiliate program พร้อม link ที่มี tracking ID ที่ใช้ติดตามการโต้ตอบระหว่างลูกค้ากับคุณได้ตลอดเวลา เมื่อมีผู้สนใจเข้ามา click link ของเจ้าของสินค้า การควบคุมทั้งหมดจะถ่ายโอนจากคุณไปยังเจ้าของสินค้า ลูกค้าจะเข้ามาอยู่ใน website ของเจ้าของสินค้าโดยระบบจะถามลูกค้าว่ายอมรับให้ติดตั้ง cookie เข้ากับอุปกรณ์ที่ลูกค้าใช้ติดต่อเข้ามา เช่น PC หรือ mobile phone หรือไม่ หากลูกค้ายอมรับ ก็เท่ากับได้ยอมที่จะให้เจ้าของสินค้าส่งข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่าง ๆ มาให้ ธุรกิจการโปรโมตของคุณสำเร็จลงเมื่อลูกค้าคลิก link คุณเพียงรอเวลาว่าจะมีการซื้อขายเกิดขึ้นหรือไม่ หรือได้เกิดภายในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้หรือไม่ เช่น เจ้าของสินค้าบางรายจะจ่ายค่านายหน้าก็ต่อเมื่อมีการซื้อสินค้าภายใน 30 วันหลังจากคลิก link หากทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไข คุณก็จะได้รับการโอนค่านายหน้าเข้าบัญชี สำหรับการตัดสินใจเลือกธุรกิจเครือข่ายที่จะเข้าร่วม ขอให้นำประสบการณ์และความถนัดของคุณมาพิจารณาว่าเหมาะกับธุรกิจเครือข่ายประเภทใดใน 3 ประเภทซึ่งได้กล่าวไว้ในตอนต้นของบทความนี้

4. สร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ (Create great content)
      ไม่ว่าจะใช้สื่อสังคมประเภทใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญมากไปกว่าประเภทของสื่อ คือการมีเนื้อหาที่น่าสนใจ, ตอบปัญหาได้ตรงกับคำถาม, อธิบายเรื่องซึ่งอาจกำกวมไม่แน่ชัดให้ชัดเจน และจะยิ่งดีขึ้นไปอีกหากเนื้อหานั้นมีคุณค่าจนผู้อ่านแชร์ต่อไปให้ผู้อื่นด้วย นอกจากนั้น เนื้อหาและลีลาการนำเสนอซึ่งอาจเป็นความสนุกสนานบันเทิง, ขั้นตอนวิธีการปฏิบัติ, สาระสำคัญที่อิงผลการวิจัย ฯลฯ ก็ควรนำมาลงให้ถูกประเภทของสื่อ และจากข้อแนะนำที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ผู้เพิ่งเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายควรเลือกสื่อสังคมประเภทใดประเภทเดียวเป็นสื่อหลัก เนื้อหาที่นำเสนอผ่านสื่อหลักจึงควรมีให้ครบทั้งสองลักษณะ คือ มีทั้งเนื้อหาสาระและความบันเทิง หากข้อมูลที่นำเสนอเป็นผลจากการวิจัยก็ไม่ควรนำเสนอในรูปแบบที่เป็นวิชาการมากนัก เพียงอ้างถึงแหล่งที่มาของข้อมูลก็มีความน่าเชื่อถือที่ยอมรับได้แล้ว ที่สำคัญคือ เมื่อคุณมี blog หรือ website ในเรื่องใด เช่น การเลี้ยงสัตว์ นั่นหมายความว่าตุณได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาชมสื่อของคุณแล้ว จึงเป็นการไม่สมควรที่คุณจะใช้สื่อนี้ในการ promote อุปกรณ์กีฬาหรือสินค้าบริการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงสัตว์

      ในการทำเนื้อหาให้น่าสนใจ คุณควรศึกษาทักษะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างต่อไปนี้
   o การทำวิจัยตลาด (market research) เพื่อให้เข้าใจความคิดและความต้องการของลูกค้า
   o การวิเคราะห์สถานภาพการแข่งขัน (competitive landscape) เพื่อให้รู้ว่า สินค้าที่คุณทำการโปรโมตอยู่นั้น คุณอยู่ในระดับใดของการแข่งขัน
   o ทักษะการเขียน (writing skills) เพื่อให้คุณสามารถสื่อความคิดและข้อมูลผ่านสื่อสังคมรวมทั้ง email ได้อย่างกระชับและน่าสนใจ
   o ทักษะการนำเสนอ (presentation skills) เพื่อสื่อความคิดและข้อมูลด้วย slide หรือถ่ายทอดสด (live stream)
   o ทักษะการถ่ายทำวิดีโอ ( videography skills)
   o ทักษะการออกแบบการนำเสนอ (graphic design)
   o ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาด (data analysis and marketing analytics)
   o ทักษะการใช้ software ความเคลื่อนไหวด้านการตลาด (customer relation management: CRM)

      ทักษะใดที่ควรเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับ platform และวิธีการที่คุณเลือกใช้ในการโปรโมต และยิ่งอยู่ในวงการนี้นานเท่าไร คุณจะยิ่งพบว่าทักษะอื่นที่คุณไม่ได้ให้ความสำคัญมาตั้งแต่แรก ล้วนมีประโยชน์และมีส่วนช่วยส่งเสริมงานของคุณให้มีคุณค่ามากขึ้น การศึกษาเพิ่มเติมทักษะดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอจะหนุนส่งให้คุณกลายเป็นผู้นำในตลาดการค้าแบบเครือข่ายได้

5. ดึงผู้คนให้เข้ามาชมสื่อของคุณ (Drive traffic to your affiliate site)
      หลังจากสร้างเนื้อหาได้น่าสนใจแล้ว ขั้นต่อไปคือการดึงลูกค้าให้เข้ามาใน website หรือสื่อสังคมของคุณให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ซึ่งสามารถทำได้ใน 3 วิธี

   (1) จ่ายค่าโฆษณาให้สื่อ (Pay per click)
      สื่อที่มีแพลตฟอร์ม search engine เช่น Google, Yahoo, Bing จะมีพื้นที่โฆษณาให้คุณได้ลงข้อความสั้น ๆ และมีคลิกหากสนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติม คุณจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายพื้นฐานและทุก ๆ คลิกที่มีผู้สนใจเปิดดูให้กับเจ้าของแพลตฟอร์ม เราเรียกการลงโฆษณาประเภทนี้ว่า pay-per-click (PPC) ads หรือ Search Engine Marketing (SEM) โดยคุณจะได้สิ่งตอบแทน คือ โอกาสที่เรื่องราวที่คุณสร้างเพื่อโปรโมตสินค้าจะปรากฏในหน้าแรกของคำค้นหา อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นช่องทางที่เข้าถึงผู้สนใจได้ทันที แต่วิธีนี้ก็มีทั้งข้อดีข้อเสียที่ต้องนำมาพิจารณาก่อนตัดสินใจใช้

      ข้อดีคือ เนื้อหาสาระของคุณมีโอกาสเข้าถึงผู้สนใจค้นหาได้โดยตรง (อยู่หน้าแรก) แต่ข้อเสียคือ คุณมีค่าใช้จ่ายพื้นฐานและค่าใช้จ่ายต่อคลิกทันทีไม่ว่าคลิกนั้นจะทำให้เกิดการซื้อขายหรือไม่ หากสื่อของคุณไม่น่าสนใจ ก็เป็นไปได้ที่ค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาจะมากเกินกว่าค่านายหน้าที่คุณได้รับ และเมื่อใดที่คุณหยุดจ่ายค่าโฆษณา ทุกสิ่งที่เคยปรากฏในหน้าแรกนั้นก็จะหายไป มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเข้าสู่การตลาดแบบเครือข่ายจึงไม่ควรใช้ช่องทางนี้ในการส่งเสริมการขายเพราะอาจเสียมากกว่าได้

   (2) ให้สื่อของคุณติดคำค้นหาของ SEO
      SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หรือคำค้นหายอดนิยม เป็นวิธีหนึ่งที่คุณจะเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะได้คลิกเข้าดูสิ่งที่คุณต้องการสื่อโดยไม่เสียค่าโฆษณา ต่างกันตรงที่ วิธีนี้ คุณต้องใช้เทคนิคมากกว่าวิธีแรก เช่น ใช้ keyword หรือรูปแบบ page หรือ website ที่ Google หรือสื่อประเภทอื่นที่ใช้ search engine เห็นว่าน่าสนใจและเข้ามาเก็บข้อมูลบ่อย ๆ จนเป็นคำที่ติดอันดับสูงในการค้นหา สำหรับเทคนิคที่สามารถสร้างความสนใจให้กับ search engine ได้แก่
   o เข้าใจในความต้องการของลูกค้าเป้าหมายว่าจะเข้ามาค้นหาอะไร
   o เมื่อเข้าใจแล้วก็สร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
   o มีความชัดเจนว่า page และ website ที่คุณสร้างขึ้นมานั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร
   o นำ link ซึ่งเป็นที่นิยมและมีคนติดตามมาลงไว้ในเนื้อหาของคุณด้วย
   o เนื้อหาสาระมี theme ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

   (3) จัดทำ email list
      ชักชวนให้ผู้ที่เข้ามาคลิกดู page และ website สมัครเป็นสมาชิกเพื่อให้คุณได้มีโอกาสติดต่อกลับไปหรือนำเสนอเรื่องราวที่มีรายละเอียดเพิ่มเติม และในตอนท้ายของเรื่อง ควรใส่ affiliate link ของเจ้าของสินค้าเพื่อเพิ่มยอดคลิกในกรณีที่ลูกค้าเป้าหมายของคุณ forward email นั้นไปให้เพื่อนร่วมกลุ่มของพวกเขาด้วย

6. จูงใจให้ลูกค้าคลิก (Getting clicks on your affiliate link)
      เมื่อดึงลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชม page และ website ของคุณแล้ว เรื่องที่สำคัญที่สุดต่อจากนี้คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ลูกค้าเหล่านั้นดูแล้วกด link ด้วย แม้ว่าการมีเนื้อหาสาระที่ดีจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ช่วยให้ลูกค้ากด link ของเจ้าของสินค้า แต่การที่ลูกค้าจะกดหรือไม่กด link ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นอีก ๆ ได้แก่

   (1) link ได้รับการจัดวางไว้ในพื้นที่ที่เหมาะสมหรือไม่
      หากคุณวาง link ไว้ส่วนล่างสุดของเรื่องที่นำเสนอ ผู้ชมจะกด link ได้ก็ต่อเมื่อได้เลื่อนหน้าจอลงมาถึงส่วนล่างสุด ซึ่งคงมีไม่มากนัก นั่นหมายความว่าโอกาสที่คุณจะได้รับการกด link ก็จะมีไม่มากตามไปด้วย บางคนหาทางออกด้วยการให้คำต่าง ๆ ในเนื้อหา มี link ที่สามารดกดดูได้ตลอดทำนองเดียวกับเนื้อหาใน Wikipedia แต่ผลจากการนำเทคนิคการให้ความรู้ในสารานุกรมมาใช้กับการโปรโมตสินค้า คือ แทนที่เรื่องของคุณจะน่าอ่าน กลับเต็มไปด้วยตัวหนังสือสีฟ้าและดำคละกันจนไม่น่าอ่าน

      โดยพื้นฐานทั่วไป ผู้อ่านจะกด link ก็ต่อเมื่อพบเนื้อหาที่มีประเด็นชวนให้อยากรู้เพิ่มเติม คุณจึงควรวาง link ไว้ตรงคำที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของสินค้าหรือคุณสมบัติการใช้งานที่สะดุดใจ เช่น ถ้าคุณส่งเสริมการขายเครื่องดูดฝุ่น ก็ควรวาง link ไว้ตรงคำว่า เครื่องดูดฝุ่น “ไร้สาย ดูดได้ทั้งฝุ่น น้ำ และ...” เป็นต้น

   (2) ทำรูปแบบการนำเสนอให้น่าสนใจ
      การนำเสนอข้อความเรียงกันเป็นพืดอาจดูเหมือนการอ่านตำราหรือหนังสือพิมพ์ซึ่งชวนให้เบื่อหน่าย คุณจึงควรใช้รูปแบบที่หลากหลาย เช่น ตาราง, รูปภาพ, tab ที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งสีหรือรูปแบบตัวอักษรที่แตกต่างออกไปในเรื่องที่ต้องการเน้น เมื่อใดที่ลูกค้ากดดูตาราง รูปภาพ หรือ tab ใด ๆ ก็ให้เชื่อมโยงไปที่ link ของเจ้าของสินค้าซึ่งถือว่าเป็นการนับหนึ่งของวันที่คุณมีโอกาสได้รับค่านายหน้าถ้าในที่สุดลูกค้าเปิดการสั่งซื้อ

ข้อดี ข้อเสียของการตลาดแบบเครือข่าย
      ธุรกิจประเภทนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของ modern digital marketing ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม การตลาดแบบเครือข่ายก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นเดียวกับการทำธุรกิจทุกประเภท ในบทความนี้จะกล่าวเฉพาะข้อดี ข้อเสียของการตลาดแบบเครือข่ายในฐานะที่คุณเป็นผู้โปรโมตสินค้า

ข้อดี
   1. ไม่ต้องมีสินค้าบริการที่จะโปรโมตเป็นของตนเอง (easy to execute) คุณทำหน้าที่เพียงสร้างการตลาดแบบดิจิตัลเพื่อโปรโมตสินค้า ไม่ต้องห่วงด้านอื่นที่หนักหนากว่า เช่น การลงทุน การผลิต การจัดเก็บ การส่งสินค้า และการเก็บเงินจากลูกค้า

   2. ความเสี่ยงต่ำ (low risk) เนื่องจากการเป็นเครือข่ายกับเจ้าของสินค้า ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม คุณจึงมีค่าใช้จ่ายเฉพาะการเช่า host และ domain เพื่อสร้าง website หรือทำ clip ลง YouTube หากทำแล้วไม่มีผู้สนใจเข้ามาซื้อ ก็เสียเพียงแค่เวลาและค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย แต่หากได้รับความสนใจ ก็จะเป็นรายได้เสริมหรือรายได้ตามน้ำ (passive income) ที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มีบางรายโดยเฉพาะผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักหรือได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ชำนาญการในสินค้าประเภทนั้น ใช้สื่อสังคมที่ไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น Facebook เป็นช่องทางในการโปรโมตสินค้า

   3. สามารถวางแผนเพื่อการขยายงานให้กว้างขวางออกไปได้อย่างต่อเนื่อง (easy to scale) โดยไม่จำเป็นต้องจ้างแรงงานเพิ่ม ขณะเดียวกันก็ยังได้รับค่านายหน้าจากงานที่ทำไว้แต่เดิม คุณสามารถทำธุรกิจกับเจ้าของสินค้าต่าง ๆ ได้ไม่จำกัดจำนวนและรับค่านายหน้าได้จากทุกแห่งที่คุณเข้าเป็นเครือข่ายแม้สินค้าเหล่านั้นจะเป็นคู่แข่งกัน อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของธุรกิจนี้อยู่ที่ความไว้ใจและเชื่อใจในตัวผู้โปรโมต แม้สินค้าบริการในโลกนี้จะมีมากมายนับไม่ถ้วน คุณก็ควรเลือกสินค้าที่คุณใช้อยู่หรือมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าเป็นสินค้าที่ควรให้การแนะนำ คุณอาจใช้เวลาว่างทำการตลาดแบบเครือข่ายเป็นงานอดิเรก แต่หลังจากที่คุณทำได้ระยะหนึ่ง คุณอาจมีรายได้รวมมากกว่างานประจำที่ทำอยู่ก็เป็นได้

ข้อเสีย
   1. เป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนสูง (requires patience) การทำธุรกิจเครือข่ายไม่ใช่การทำงานที่เมื่อครบเดือนก็ได้รายได้ตามที่ตกลงกันเหมือนพนักงานรายเดือน แต่เป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความอดทนในการสร้างความไว้วางใจและสะสมประสบการณ์เพื่อให้รู้ว่าสินค้าแต่ละชนิดควรใช้ช่องทางใดในการโปรโมตและควรโปรโมตในลักษณะอย่างไร ในระยะแรกคุณอาจต้องเขียนบทความเกี่ยวกับสินค้าบริการ ลงสื่อสังคมเพื่อให้ชื่อของคุณเป็นที่รู้จักโดยไม่ได้อะไรเป็นการตอบแทน หลังจากนั้นก็จัดกิจกรรมต่าง ๆ ในช่องทางที่คุณนำเสนอเพื่อให้ผู้ชมได้เข้ามามีส่วนร่วม เช่น กิจกรรมตอบคำถามโดยได้รับสินค้าที่คุณโปรโมตและลงทุนซื้อมาด้วยค่าใช้จ่ายของตนเองเป็นรางวัล ต่อเมื่อคุณมีผู้ติดตามพอสมควรแล้ว หลังจากนั้นลูกค้าจึงจะสนใจที่จะกด link ของเจ้าของสินค้าหรือตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าที่ปรากฏอยู่ใน link

   2. เป็นธุรกิจที่ได้รับรายได้ในรูปค่านายหน้า (commission-based) โปรแกรมเครือข่ายจะเป็นผู้คำนวณกิจกรรมทุกอย่างที่ลูกค้าได้กระทำนับตั้งแต่กด link ของเจ้าของสินค้า ไม่ใช่หลังจากกดเข้ามาดู website หรือสื่อสังคมที่คุณใช้ในการโปรโมตโดยคุณจะได้รับค่านายหน้าตามการคำนวณของ affiliate program ตามเงื่อนไขที่ตกลง

   3. ไม่สามารถควบคุมการทำงานของโปรแกรม (no control over program) คุณไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีผู้เข้ามาคลิก link ของเจ้าของสินค้าไปจำนวนกี่ครั้งและหลังจากคลิกแล้วได้ตัดสินใจซื้อสินค้าไปจำนวนกี่ราย เป็นจำนวนเงินเท่าไร และภายในกี่วันหลังจากการคลิก ประวัติทุกอย่างจะไปปรากฏที่เจ้าของสินค้าตามโปรแกรมที่เขาได้สร้างไว้ ค่านายหน้าไม่ว่าจะเป็นประเภทใดจะได้รับตามการคำนวณของโปรแกรมซึ่งคุณไม่สามารถสืบย้อนได้ การทำธุรกิจเครือข่ายจึงต้องอาศัยความไว้วางใจในตัวเจ้าของสินค้ามากพอสมควร คุณอาจหงุดหงิดหัวเสียว่าโปรโมตมาขนาดนี้แล้วทำไมได้รับค่านายหน้าเพียงเล็กน้อย ก็จำเป็นต้องทำใจยอมรับเพราะไม่สามารถพิสูจน์ข้อมูลใด ๆ ได้

      บทความที่เกี่ยวข้องซึ่งขอแนะนำให้อ่านประกอบ
   • Golden Rules of Goal Setting
   • Marketing Strategy
   • Professional Networking
   • Search Engine Advertising (SEA)
   • Social Network Analysis (SNA)
   • Types of Online Advertising
   • จะเป็นนักขายที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร
   • บุคลิกภาพของตราสินค้า (Brand Personality)

———————————

หมายเหตุ: ผู้เขียนเปิด website สำรองข้อมูล ไว้ที่ drpiyanan.blogspot.com ผู้สนใจสามารถเปิดเข้าอ่านได้เช่นเดียวกับ web นี้ แต่จะมีความยั่งยืนกว่าเพราะสามารถรักษาสถานภาพของ web อยู่ได้โดยไม่ต้องต่ออายุ domain และ hosting เป็นรายปี

Visits: 43721

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

%d bloggers like this: