3 Levels of Leadership Model [James Scouller]

สารานุกรมการบริหารและการจัดการ
การใช้ภาวะผู้นำในสามระดับ [James Scouller]

     ผู้ที่เคยอ่านบทความที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้เรื่อง “การพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำใน 5 ระดับ” (5 Levels of Leadership) ของ John C. Maxwell อาจเกิดคำถามหรือความสับสนขึ้นในใจว่า ตกลง ภาวะผู้นำมี 3 หรือ 5 ระดับกันแน่ จึงขอทบทวนเพื่อป้องกันความสับสนไว้ ณ ที่นี้ว่า 5 Levels of Leadership ของ John C. Maxwell เป็นการแบ่งผู้นำตาม ระดับการพัฒนาภาวะผู้นำ คือ เริ่มจากผู้นำระดับหนึ่ง "ผู้นำโดยตำแหน่ง" ซึ่งยังไม่ถือว่ามีการพัฒนาอะไรเพราะใครก็ตามที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง ก็จะมีสถานะความเป็นหัวหน้า หรือผู้นำโดยตำแหน่ง ที่ลูกน้องจะต้องปฏิบัติตามอยู่แล้ว ต่อเมื่อพัฒนาไปถึงผู้นำระดับห้า จึงถือว่าเป็นผู้นำที่ได้รับการจดจำและเป็นสุดยอดของความเป็นผู้นำ ส่วนการใช้ภาวะผู้นำในสามระดับ (3 Levels of Leadership Model) ของ James Scouller เป็นเรื่อง การนำภาวะผู้นำไปใช้ในระดับที่แตกต่างกัน สามระดับ

     การใช้ภาวะผู้นำในสามระดับ (3 Levels of Leadership) เป็นงานเขียนของ James Scouller ในหนังสือของเขาชื่อ The Three Levels of Leadership (2011) โดยมุ่งหมายให้ใช้เป็นเครื่องมือในการฝึกฝนพัฒนาผู้นำที่ต้องการเติบโตก้าวหน้าและมีคุณสมบัติความเป็นผู้นำที่ดีขึ้นทั้งด้านภาพลักษณ์ (leadership presence), ความรู้ทางเทคนิค (know-how), และทักษะ นอกจากนั้นยังมุ่งหมายให้ผู้นำมีความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้นำรวมถึงพฤติกรรมหลักๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมการใช้ภาวะผู้นำกับทีมงานหรือองค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการพัฒนาผู้ที่อยู่ในฐานะผู้นำให้เป็นผู้นำอย่างแท้จริงอีกด้วย
     การใช้ภาวะผู้นำในสามระดับนี้ ได้รวมจุดแข็งที่มีอยู่ในทฤษฎีผู้นำซึ่งรู้จักกันมาแต่เดิม ได้แก่ Traits Theory, Behavioral Ideals Theory, Situational Theory, Functional Theory และชี้ให้เห็นข้อจำกัดที่มีอยู่ในทฤษฎีดังกล่าว นอกจากนั้น แนวคิดเรื่องการใช้ภาวะผู้นำในสามระดับ ยังได้ปูพื้นฐานให้กับผู้นำที่ต้องการนำหลักปรัชญาเรื่อง servant leadership มาปรับใช้เพื่อให้ได้เป็นผู้นำที่แท้จริง

     การนำจุดแข็งที่มีอยู่ในทฤษฎีภาวะผู้นำที่มีอยู่เดิมมาใช้ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับจิตวิทยาของผู้นำโดยเฉพาะอย่างยิ่งความตระหนักในเรื่องความเชื่อที่มีขีดจำกัดของบุคคล, ภาพลักษณ์ของผู้นำ และความเชื่อถือที่มีต่อผู้นำ เป็นรูปแบบภาวะผู้นำที่ Scouller เรียกว่า Integrated Psychological Leadership Approach

     Scouller ได้แสดงจุดแข็งและจุดอ่อนของทฤษฎีภาวะผู้นำที่รู้จักกันแพร่หลายไว้ในรูปตาราง ดังนี้

Leadership Model จุดแข็ง จุดอ่อน
  Trait-based      ให้ความสำคัญกับบุคลิกภาพ โดยมีแนวคิดพื้นฐานว่า ผู้นำที่มีบุคลิกภาพโดดเด่นมักสร้างความแตกต่างในความเป็นผู้นำและได้รับความไว้วางใจจากผู้ตามได้มากกว่าผู้นำที่ไม่มีบุคลิกภาพดังกล่าว      นักวิจัยด้านภาวะผู้นำทั้งหลายยังไม่ได้ข้อยุติว่าบุคลิกภาพพื้นฐานของผู้นำที่ดีเป็นอย่างไร และยังเห็นว่า Trait-based theory น่าจะเหมาะกับการใช้คัดเลือกผู้นำที่ตนชอบ มากกว่าจะนำมาใช้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้นำ
   Behavioral ideals      เป็นแนวคิดที่ว่า ผู้นำควรให้ความสำคัญกับงานและคนอย่างเท่าเทียมกัน ผู้นำควรได้รับการฝึกอบรมเพื่อเรียนรู้ว่าจะ สามารถรักษาสมดุลนี้ให้เหมาะสมได้อย่างไร      การให้ความสำคัญกับงานและคนอย่างสมดุล อาจไม่เหมาะสมในบางสถานการณ์ ถึงจะส่งผู้นำให้เข้ารับการอบรมเพียงใด แต่ก็คงไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อลึกๆ ที่เกิดจากประสบการณ์ของของผู้นำได้ว่าในสถานการณ์ใดควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากกว่ากัน
   Situational / Contingency      มีแนวคิดว่า ผู้นำควรปรับพฤติกรรมของตนให้สอดคล้องกับสถานการณ์, ประสบการณ์, ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นของผู้ตาม ผู้ที่เพิ่งขึ้นมาเป็นผู้นำ จึงควรศึกษาสถานการณ์และเรียนรู้การใช้พฤติกรรมที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น      แนวคิดนี้ไม่ได้ช่วยพัฒนาภาวะผู้นำ เพียงแต่ช่วยในการคัดเลือกผู้นำที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ แนวคิดที่ว่าผู้นำสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามสถานการณ์ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงไม่ได้ไม่ว่าผู้นำนั้นจะได้รับการฝึกอบรมมาอย่างไร เพราะบุคคลมักจะติดยึดอยู่กับความเชื่อและอุปนิสัยของตนจนไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ แนวคิดเรื่องผู้นำตามสถานการณ์อาจใช้ได้ผลกับผู้นำบางคนซึ่งเป็นส่วนน้อย แต่ใช้ไม่ได้กับผู้นำส่วนใหญ่
   Functional      เป็นการให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่ผู้นำทำแล้ว จะประสบความสำเร็จ (function) ตามแนวคิดนี้ ผู้นำสามารถเรียนรู้กิจกรรมดังกล่าวได้ด้วยการเข้ารับการฝึกอบรม      แนวคิดเรื่อง functional leadership ล้วนมีข้อบกพร่อง เช่น Action Centered Leadership Model ของ Adair ซึ่งกล่าวถึงหน้าที่ของผู้นำสามประการ คือ บรรลุภารกิจ, พัฒนาทีมงาน และพัฒนาบุคคล ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการมีวิสัยทัศน์ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้นำต่างไปจากผู้บริหาร หรือ Five Leadership Practices Model ของ Kouzes and Posner ก็มีสมมุติฐานว่าผู้นำทุกคนสามารถปรับตัวให้มีพฤติกรรมดังกล่าวได้ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง หลายคนไม่สามารถทำได้เพราะติดยึดกับความเชื่อและนิสัยที่มีอยู่เดิม

     Scouller กล่าวว่า ภาวะผู้นำเป็นเรื่องของกระบวนการทำงานใน 4 เรื่อง คือ
  1. กำหนดความมุ่งหมายและทิศทางที่สร้างแรงบันดาลใจ (Motivating purpose) ให้บุคคลทำภารกิจด้วยความเต็มใจ
  2. ให้ความสำคัญกับวิธีการ การดำเนินการ และความก้าวหน้าไปสู่จุดหมาย (Task, progress results)
  3. สร้างและรักษาความสามัคคีของทีมงาน (Upholding group unity)
  4. ติดตามเฝ้าดูความสัมฤทธิผลของสมาชิกแต่ละคน (Attention to individuals)

     กระบวนการทั้งสี่นี้ ที่จริงแล้วก็เป็นการขยายความมาจากแนวคิดเรื่อง Action Centered Leadership ของ John Adair ที่ว่า ผู้นำที่มีประสิทธิผลต้องทำหน้าที่สามประการ คือ ทำภารกิจให้สำเร็จ (accomplish the task), สร้างทีมงาน (build the team), และเอื้ออำนาจให้กับทีมงาน (empower individuals) ความแตกต่างระหว่างแนวคิดของ Adair กับ Scouller จึงอยู่ที่
  • Scouller แตกการทำภารกิจให้สำเร็จ ของ Adair ออกเป็นสองภารกิจย่อย คือ จูงใจให้มุ่งสู่เป้าหมาย (motivating purpose) และติดตามความก้าวหน้าของผลการดำเนินงาน (task, progress results)
  • มองการทำภารกิจทั้งสี่ในรูป กระบวนการ คือชี้ให้เห็นว่า ภารกิจเหล่านั้นต้องจัดทำเป็นลำดับ ซึ่งจะช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “ภาวะผู้นำ” กับ “ผู้นำ” ได้

     เมื่อภาวะผู้นำเป็นกระบวนการซึ่งครอบคลุมภารกิจหลากหลายตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย การกำหนดวิธีการ การปฏิบัติเพื่อสำเร็จตามเป้าหมาย ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากร จึงยากที่จะมีใครที่มีภาวะผู้นำที่สมบูรณ์ครบถ้วนอยู่ในคนเพียงคนเดียว Scouller และ John Adair มีความเห็นสอดคล้องกันว่า สมาชิกในทีมงานสามารถรับมอบอำนาจหน้าที่และบทบาทเข้าทำหน้าที่เป็นผู้นำในกระบวนการที่ตนมีประสบการณ์และความสามารถได้ ภาวะผู้นำจึงเป็นเรื่องของการร่วมมือกันนำภารกิจเข้าสู่จุดหมาย (shared leadership) และผู้ที่มีความสามารถในการนำเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของกระบวนการ ก็ถือว่ามีภาวะความเป็นผู้นำในส่วนนั้น

     อย่างไรก็ตาม ทีมงานก็ยังจำเป็นต้องมีผู้นำอย่างเป็นทางการ (formal leader) อยู่ดี ทั้งนี้เพราะความมุ่งหมายของการมีผู้นำ คือ เพื่อให้มั่นใจว่ากิจการหรือภารกิจนั้น มีผู้มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการใช้ภาวะผู้นำทั้งสี่กระบวนการ โดยผู้นำไม่จำเป็นต้องมีหรือใช้ภาวะผู้นำทั้งสี่ด้วยตนเองทั้งหมด เขาสามารถมอบหมายหรือแบ่งความรับผิดชอบให้ผู้อื่นไปดำเนินการในสถานการณ์หรือเงื่อนไขที่เห็นสมควรได้ แต่จะปฏิเสธความรับผิดชอบที่มอบหมายไปว่าตัดขาดออกไปแล้วไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าในการดำเนินภารกิจหรือโครงการนั้น ผู้นำยังรักษาภาวะผู้นำทั้งสี่ไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น ผู้นำต้องมั่นใจว่าภารกิจหรือโครงการนั้นมีวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายที่สมาชิกทุกคน (หรือส่วนใหญ่) มุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตัวผู้นำจะต้องเป็นผู้สร้างหรือกำหนดวิสัยทัศน์นั้นด้วยตนเองเท่านั้น เขาอาจให้สมาชิกทีมงานมีส่วนร่วมสร้างวิสัยทัศน์และกำหนดเป้าหมายขึ้นมาเพื่อความเป็นเจ้าของหรือผูกพันต่อวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายนั้นก็ได้

     การใช้ภาวะผู้นำใน 3 ระดับ (3 Levels of Leadership Model) เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 3P Model ซึ่งมาจากคำขึ้นต้นสามคำ คือ Public, Private, Personal leadership เป็นแนวคิดที่สร้างขึ้นมาเพื่อช่วยผู้นำให้เข้าใจว่าบทบาทของผู้นำ จะต้องทำอะไรบ้าง และจะพัฒนาตนเองให้สามารถแสดงบทบาทผู้นำได้อย่างแข็งขัน มีทักษะ ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ได้อย่างไรโดยยังคงมีภาวะผู้นำอยู่ในสี่กระบวนการที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างครบถ้วน Scouller มีความเห็นว่า บุคคลจะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จในกระบวนการทั้ง 4 ได้ จะต้องใช้ความเป็นผู้นำใน 3 ระดับไปพร้อมกัน กล่าวคือ

1) ใช้ความเป็นผู้นำเพื่อสร้างกรอบงานและความพร้อมของทีมงาน (Public Leadership)
     เกี่ยวข้องกับการสร้างทีมงาน เช่น การประชุม หรือการสร้างพลังในการทำงานให้เกิดขึ้นกับองค์กรโดยรวม เช่น การกำหนดวิสัยทัศน์ การทำให้มั่นใจว่าทีมงานมีความมุ่งหมายร่วมกันในการทำภารกิจให้สำเร็จ สร้างบรรยากาศความไว้วางใจและความสมัครสมานสามัคคี รวมไปถึงการสร้างการยอมรับมาตรฐานการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพ เป็นการใช้ภาวะผู้นำในกระบวนการที่ 1-3
     การใช้ภาวะผู้นำในระดับ public นี้ ผู้นำต้องรักษาสมดุลระหว่างความมุ่งหมาย (purpose) และ การทำภารกิจ (task) ผู้นำบางคนให้ความสำคัญกับความมุ่งหมาย แต่มองข้ามความสำคัญในการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทีมงาน (team spirit) ขณะที่ผู้นำบางคนให้ความสำคัญกับการสร้างบรรยากาศการทำงานเป็นทีมโดยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับผลที่จะได้รับ ว่าเป็นไปตามที่มุ่งหมายไว้หรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น การใช้ภาวะผู้นำในระดับ public ก็จะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรและมักจะทำให้เกิดปัญหาในการทำงานเป็นทีม

2) ใช้ความเป็นผู้นำกับสมาชิกทีมงาน (Private Leadership)
     เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสมาชิกทีมงานเป็นรายบุคคล แม้ว่าการทำงานเป็นทีม (team spirit) จะเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่สมาชิกทีมงานแต่ละคนก็เป็นมนุษย์ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง มีความเชื่อมั่น ความยืดหยุ่น ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจที่แตกต่างกัน สมาชิกแต่ละคนจึงต้องการการเอาใจใส่จากผู้นำหรือหัวหน้าทีมไม่ต่างไปจากที่ทีมงานต้องการ
     ผู้นำจะต้องปรับทัศนคติของสมาชิกทีมงานที่มีต่อเป้าหมายของภารกิจ (task) และพัฒนาทีมงานให้มีความรู้ความสามารถ (individual) ทั้งในการปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จตามเป้าหมาย และการบำรุงรักษาผลการปฏิบัติให้ยั่งยืนต่อไป เป็นการนำภาวะผู้นำในกระบวนการที่ 2 และ 4 มาใช้ในระดับบุคคล

3) ใช้ภาวะความเป็นผู้นำของตน (Personal Leadership) ประสานการดำเนินการของทั้งสี่กระบวนการ
     คือ กำหนดความมุ่งหมายและเป้าหมาย (purpose) , กำหนดภารกิจที่จะต้องปฏิบัติ (task) , สร้างความสามัคคีและความพร้อมของทีมงาน (group unity), พัฒนาความรู้ความสามารถและแก้ไขปัญหาของสมาชิกทีมงานเป็นรายบุคคล (individual) เป็นการนำภาวะผู้นำในกระบวนการทั้งสี่ มาใช้ในระดับ personal

     ภาวะความเป็นผู้นำของตัวผู้นำ (Personal Leadership) เป็นภาวะผู้นำที่ส่งผลกระทบต่อภาวะผู้นำทั้งสี่กระบวนการ แม้ว่าผู้นำจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือปฏิบัติแต่ละกระบวนการด้วยตนเอง แต่ผู้นำก็จะต้องสามารถแสดงความเป็นผู้นำ (leadership presence) ให้เป็นที่ยอมรับแก่สมาชิกทีมงาน, มีความรู้ความเข้าใจในทางเทคนิค, มีทักษะในการบริหาร, มีทัศนคติที่ดีต่อทีมงาน, และสามารถนำหลักทางจิตวิทยามาใช้ในการควบคุมตนเองและทีมงานได้อย่างเหมาะสม ความสามารถในการควบคุมตนเองอย่างมีวินัย (self-mastery) เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อภาพความเป็นผู้นำที่แสดงออกมา (leadership presence) รวมถึงทัศนคติและความเข้าใจที่มีต่อคนอื่น

     ภาวะผู้นำทั้งระดับ public และ private เป็นภาวะผู้นำระดับนอก (outer) หรือระดับพฤติกรรม เป็นการที่ผู้นำใช้ความเป็นผู้นำของตนให้เกิดผลกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจ หากเกิดผลกับบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป เรียกว่า public หากเกิดผลกับบุคคลแต่ละคน เรียกว่า private
     ส่วนภาวะผู้นำระดับ personal เป็นภาวะผู้นำระดับใน (inner) มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์ ความรู้ทางเทคนิค ทักษะ ความเชื่อ รวมไปถึงอารมณ์และการแสดงออกของนิสัยตามธรรมชาติของผู้นำ
     ในบรรดาภาวะผู้นำทั้งสามระดับ Scouller มีความเห็นว่า ภาวะผู้นำในตัวผู้นำ (Personal Leadership) เป็นภาวะผู้นำที่สำคัญที่สุด เพราะไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพของกระบวนการทำงานทั้งสี่ (purpose, task, group unity, individual) แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความสำเร็จในการใช้ภาวะผู้นำระดับ public และ private อีกด้วย

     ที่จริง การใช้ภาวะผู้นำทั้งสี่ในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของผู้นำที่พบเห็นได้ทั่วไปในทฤษฎีการทำหน้าที่ของผู้นำ (functional leadership theory) แต่การนำภาระหน้าที่ทั้งสี่มาบูรณาการเข้ากับการใช้ภาวะผู้นำในสามระดับ ถือเป็นเอกลักษณ์ที่มีอยู่เฉพาะในทฤษฎีภาวะผู้นำของ Scouller เท่านั้น จึงถือว่า Scouller เป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมความคิดเรื่องรูปแบบภาวะผู้นำในอีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ทุกแนวคิดย่อมมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อย หรือจุดอ่อน อยู่ในตัวดังนี้

จุดเด่นของแนวคิด
  o เป็นแนวคิดที่รวมจุดแข็งที่มีอยู่ในทฤษฎีผู้นำอื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นจุดอ่อนหรือข้อจำกัดที่มีอยู่ในทฤษฎีเหล่านั้น
  o การพัฒนาตนให้เป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ ใช้แนวทางตามปรัชญา servant leadership และความเป็นตัวตนที่แท้จริงของผู้นำ
  o หัวใจในการพัฒนาตนเองเพื่อความเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ อยู่ที่การตรวจสอบความเชื่อ อารมณ์ นิสัยตามธรรมชาติ และความสามารถในการควบคุมตนเองของผู้นำ

จุดอ่อนของแนวคิด
  o แนวทางการพัฒนาตนเองดังกล่าว อาจเป็นเรื่องสุดวิสัยสำหรับบางคน
  o ไม่มีแนวทางการสนับสนุนใดๆ ในการพัฒนาความเป็นผู้นำตามแนวคิดของ Scouller การพัฒนาตามแนวคิดนี้จึงใช้การควบคุมตนเองเป็นหลัก
  o เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างใหม่ ยังต้องการการทบทวนเพื่อความมั่นใจในประสิทธิผลของการนำไปใช้

     บทความที่เกี่ยวข้องซึ่งขอแนะนำให้อ่านประกอบ
  • 5 Forms of Power [French & Raven]
  • 5 Levels of Leadership [John C. Maxwell]
  • Authentic Leadership
  • Functional Leadership Model
  • Servant Leadership
  • Situational Leadership Model [Hersey-Blanchards]
  • ผ่าทฤษฎีผู้นำ

———————————

หมายเหตุ: ผู้เขียนเปิด website สำรองข้อมูล ไว้ที่ drpiyanan.blogspot.com ผู้สนใจสามารถเปิดเข้าอ่านได้เช่นเดียวกับ web นี้ แต่จะมีความยั่งยืนกว่าเพราะสามารถรักษาสถานภาพของ web อยู่ได้โดยไม่ต้องต่ออายุ domain และ hosting เป็นรายปี

Visits: 3656

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *