การเป็นผู้นำที่ได้ใจคน ต้องมีพรสวรรค์เท่านั้นหรือ

    พรสวรรค์ในที่นี้ไม่ใช่ในความหมายของอัจฉริยะภาพที่หาได้ยากในโลก เช่น เด็กที่มีระดับความเฉลียวฉลาด (IQ) เกิน 180 หรือเด็กที่มีความสามารถในการพูดภาษาต่างชาติได้ 3-4 ภาษาแบบเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่อายุ 6 ขวบอะไรทำนองนั้น แต่หมายถึงความสามารถที่มักถูกนำมาใช้อ้างว่าตนขาดหายไป (อย่างไม่เป็นธรรม) เมื่อต้องเทียบกับคนอื่นที่สามารถทำได้ เช่น ความสามารถในการปราศรัยหรือบรรยายในมหาสมาคมหรือต่อหน้าคนเป็นร้อย ในสถานการณ์เช่นว่านี้ สิ่งที่ผู้พูดต้องการไม่ใช่มีแต่เพียงความกล้าหรือความเชื่อมั่นในตนเอง แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสื่อสารข้อความที่มีความชัดเจน เห็นภาพ และปลุกเร้าให้ผู้ฟังมีความคิดคล้อยตาม ถ้าผมจะบอกว่าสิ่งที่พูดมานี้เป็นเรื่องที่เรียนรู้กันได้ หลายคนก็ว่าเป็นไปไม่ได้ หลายคนยังเชื่ออย่างมั่นคงไม่เคยเปลี่ยนแปลงว่าคุณสมบัติหรือความสามารถที่ว่านี้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ถึงจะเรียนรู้ก็แสดงออกได้ไม่เป็นธรรมชาติ ไม่จูงใจ

    แท้จริงแล้ว พรสวรรค์ที่มักนำมากล่าวอ้างกันนั้น อาจเป็นความสามารถที่คนบางคนได้เปรียบกว่าคนอื่น เป็นเรื่องที่บังเอิญเข้ากับจริตของคน ๆ นั้นทำให้ดูว่าเขาช่างพริ้วเสียเหลือเกิน แต่พรสวรรค์ก็เป็นทักษะที่เรียนรู้กันได้ด้วยการหมั่นฝึกปฏิบัติ มีเทคนิคหนึ่งที่เรียกว่า Charismatic Leadership Tactics (CLT) ซึ่งได้รับการยืนยันจากผลงานวิจัยแล้วว่าสามารถทำให้ผู้เรียนรู้กลายเป็นผู้นำซึ่งเป็นที่ยอมรับ มีความน่าเชื่อถือ และมีความเป็นผู้นำมากขึ้นในสายตาของคนอื่น ๆ ผู้ที่ต้องการให้เกิดผลสำเร็จอย่างที่กล่าวมานี้จะต้องศึกษาเทคนิค CLT นำไป ฝึกฝนปฏิบัติอย่างจริงจังสม่ำเสมอ และมีกลยุทธ์ในการนำไปใช้อย่างถูกต้อง

    การจะทำให้ผู้อื่นคล้อยตามนั้น เราต้องใช้วาทะที่มีพลังและมีเหตุผล สร้างความเชื่อถือ กระตุ้นอารมณ์และความนิยมชมชอบให้เกิดขึ้น ถ้าผู้นำสามารถทำสิ่งทั้งสามนี้ได้เขาก็จะสามารถเข้าไปนั่งอยู่ในความหวังและความศรัทธาของผู้คน ความสามารถในการจูงใจเป็นสินทรัพย์ที่หาค่ามิได้ในทุกสภาพการทำงาน  แต่นักธุรกิจมักจะไม่ใช้ความสามารถที่ว่านี้ บางทีอาจเป็นเพราะเขาไม่รู้ว่าจะทำได้อย่างไรหรืออาจเป็นเพราะเขารู้ว่ามันไม่ง่ายที่จะทำได้เช่นนั้นเมื่อเทียบกับการใช้รางวัลจูงใจให้คนทำงาน เราเรียกผู้นำแบบนี้ว่าผู้นำแบบแลกเปลี่ยน (Transactional leadership) หรือการใช้ทีมงานทำงานให้ ซึ่งเราเรียกผู้นำแบบนี้ว่าผู้นำแบบใช้คนเป็นเครื่องมือ (Instrumental leadership) นอกจากนั้นผู้นำส่วนมากยังชอบจ้างผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสร้างความไว้วางใจ บริหารการปฏิบัติ และวางกลยุทธ์ให้ แต่ผู้นำที่ถือว่าอยู่เหนือผู้นำประเภทอื่นในการที่จะบรรลุเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน คือผู้นำที่ชนะใจคน (Charismatic leadership)

    ต่อไปนี้คือเทคนิคการจูงใจ (CLT) ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นผู้นำที่ชนะใจคน
    1. ใช้การเชื่อมโยง เปรียบเทียบ และสำนวนขัดแย้ง (Connect, Compare, and Contrast)
        ผู้นำที่ชนะใจคนจะต้องสามารถสื่อสารข้อความของตนไปให้แก่ผู้ฟังได้เข้าใจและจดจำ การอุปมาอุปมัยเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย การเล่าเรื่องก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สร้างความเชื่อมโยงเข้าถึงผู้ฟังได้ แม้คนที่ไม่ได้เกิดมาเป็นนักเล่าเรื่องก็สามารถใช้เรื่องที่น่าสนใจให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้ นอกจากสองวิธีนี้แล้ว การใช้สำนวนแบบขัดแย้งก็เป็นวิธีที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เคนเนดี้เป็นผู้หนึ่งที่ใช้วิธีนี้อย่างได้ผลด้วยคำกล่าวที่ว่า อย่าถามว่าประเทศจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามตนเองว่าจะให้อะไรแก่ประเทศ

    2. สร้างความรู้สึกผูกพัน และความชัดแจ้ง (Engage and Distill)
        เราสามารถสร้างความรู้สึกผูกพันได้ด้วยการตั้งคำถามที่สะกิดเข้าไปกลางใจคน  โคชกีฬามักใช้วิธีนี้ในการกระตุ้นนักกีฬาในระหว่างแข่งขันให้เกิดความรู้สึกมุ่งมั่นที่จะให้ได้ชัยชนะ คำถามพื้นฐาน เช่น เราจะยอมรับความรู้สึกผิดหวังเมื่อเสร็จการแข่งขันนี้ได้ง่ายนักหรือ ก็ทำให้คนสู้ไม่ถอยมาเยอะแล้ว  การใช้หลักสามข้อก็เป็นอีกเทคนิคที่ใช้กันแพร่หลาย เหตุผลที่ต้องสามข้อก็เพราะมันไม่มากหรือน้อยจนเกินไป จำง่าย และสามารถพลิกแพลงได้หลากหลาย เช่นอาจแบ่งออกเป็น อดีต ปัจจุบัน อนาคต หรืออาจแบ่งเป็นระยะการดำเนินงาน เช่นขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย หรืออาจแบ่งออกตามขนาดของเป้าหมาย เช่น ใหญ่ กลาง เล็ก ที่สำคัญคือหลังจากการสร้างแนวคิดตามหลักข้อหนึ่งด้วยการอุปมาอุปมัยเพื่อทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายแล้ว ขั้นต่อไปคือต้องสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นและทำให้กลุ่มเป้าหมายของเราเกิดความเชื่อมั่นในความสำเร็จให้ได้

    3. สร้างความรู้สึกจริงใจและความฮึกเหิม (Show Integrity, Authority and Passion)
        การใช้วาทะที่สะท้อนอารมณ์ของกลุ่มจะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวคุณ เป็นการฉายบุคลิกภาพที่น่ายกย่องและความเป็นผู้นำได้อย่างดี การตั้งเป้าหมายที่สูงจนดูว่าเป็นไปไม่ได้ เช่น การปลดปล่อยประเทศอินเดียจากอังกฤษด้วยวิธีอหิงสาของคานธี หรือการที่ Machida ซึ่งเป็นอดีต CEO ของบริษัทชาร์ปกระตุ้นพนักงานงานของเขาเมื่อครั้งที่บริษัทได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี่ในวงการโทรทัศน์จนเกือบต้องปิดกิจการด้วยวาทะที่ว่า ภายในปี 2005 โทรทัศน์ทุกเครื่องที่บริษัทขายในประเทศญี่ปุ่นจะใช้จอ LCD ล้วนเป็นคำที่กระตุกอารมณ์คนฟังให้รู้สึกทึ่งต่อความกล้าที่จะประกาศเป้าหมายเช่นนั้น พร้อมที่จะร่วมฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคไปด้วยกัน และที่แน่นอนก็คือการยกให้ผู้กล่าววาทะนั้นเป็นผู้นำ แต่การพูดด้วยวาทะกินใจแต่เพียงอย่างเดียวคงรั้งอารมณ์คนได้ไม่นาน การมีโครงการหรือแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

    การใช้เสียง การเคลื่อนไหวของร่างกาย และสีหน้าท่าทาง ก็เป็นหัวใจของการเป็นผู้นำที่ชนะใจคน การรู้จักปรับระดับเสียงตั้งแต่กระซิบไปจนถึงเกือบตะโกนเพื่อสื่อสารอารมณ์เศร้า สุข ตื่นเต้น ประหลาดใจ การใช้สีหน้าเพื่อสื่ออารมณ์โดยเฉพาะเมื่อนำเทคนิคการเล่าเรื่องมาใช้ การสบตาผู้ฟัง การยิ้มหรือขมวดคิ้วที่สัมพันธ์กับการนำเสนอ การใช้ภาษาร่างกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ต้องผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี นอกจากนั้นอย่าพยายามคัดลอกรูปแบบของใครมาใช้เพราะการแสดงออกที่สุดแสนจะซาบซึ้งกินใจในสังคมหนึ่ง อาจดูโหลยโท่ยเป็นอย่างมากในอีกสังคมหนึ่ง ผู้ที่ต้องการเป็นผู้นำชนะใจคนจึงต้องศึกษาวัฒนธรรมสังคมและหมั่นฝึกปฏิบัติเพราะกลุ่มเป้าหมายของคุณสามารถเข้าใจอากัปกริยาที่คุณแสดงออกได้ง่ายกว่าคำพูด การรู้จักหยุดหรือเว้นวรรคเมื่อถึงเวลาที่ควรหยุด จะตรึงอารมณ์และความรู้สึกของผู้ฟังได้ดีกว่าการพูดไปเรื่อย ๆ เสียอีก

    การจะสามารถใช้ CLT ทั้งหลายที่กล่าวมานี้ได้นั้น คุณต้องวางแผนว่าจะนำเทคนิคทั้งหลายมาร้อยเรียงกับข้อมูลที่จะใช้ได้อย่างไร หลังจากนั้นก็ฝึกฝน ฝึกฝน ฝึกฝนจนกว่าจะลงตัวและใช้ออกได้อย่างเป็นธรรมชาติ วิธีที่ง่ายคือการเรียนรู้เป็นกลุ่มและผลัดกันนำเสนอพร้อมการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเปิดเผย หรือไม่ก็ถ่ายวีดีโอมาดูและปรับปรุงแก้ไขด้วยตนเอง เป้าหมายในการฝึกไม่ใช่เพื่อสามารถใช้เทคนิคทั้งหมดในทุกการนำเสนอ แต่อยู่ที่การรู้จักเลือกใช้เทคนิคที่เหมาะสมกับแต่ละบริบท การฝึกฝนจะทำให้สิ่งที่ดูยากเริ่มเป็นความเคยชินและเกิดความกระหายที่จะได้ขึ้นเวทีแทนที่จะคอยหลบเลี่ยง

———————————————–

Visits: 22

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *