คุณมีทักษะความเป็นผู้นำมากน้อยเพียงใด

    บุคคลที่อยู่ในฐานะตำแหน่งเป็นผู้นำมีมากมายให้พบเห็นได้ทั่วไป แต่ลำพังฐานะตำแหน่งหรือหน้าที่ความรับผิดชอบไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นเป็นผู้นำที่แท้จริงไปด้วย

    ผู้ที่ประสงค์จะเป็นผู้นำที่ดีควรจะต้องมีคุณสมบัติหรือทักษะการเป็นผู้นำ ท่านอาจตรวจสอบตัวท่านเองเพื่อให้ทราบว่าท่านอยู่ในสถานะใดและมีทักษะความเป็นผู้นำในเรื่องใดที่ควรจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นบ้าง หรือถ้าท่านว่างมาก ท่านอาจนำทักษะที่จะกล่าวต่อไปนี้ไป (แอบ) ประเมินผู้บังคับบัญชาของท่านเพื่อให้รู้ (ในความคิดเห็นของท่าน) ว่าเขาหรือเธอผู้นั้นมีความเป็นผู้นำหรือไม่อย่างไร

    ทักษะซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นผู้นำ ประกอบด้วย
    1. บุคลิกลักษณะส่วนบุคคล
        ที่สำคัญมาก ๆมีสองอย่าง ได้แก่
        1.1 มีความเชื่อมั่นในตนเอง
             ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเองมักเป็นที่เชื่อถือของผู้อื่น คนส่วนมากชอบที่จะคบหากับคนที่มีลักษณะเชื่อมั่นในตนเองเพราะมีความรู้สึกมั่นคงและพึ่งพาอาศัยได้ ความเชื่อมั่นในตนเองเกิดขึ้นได้ถ้าบุคคลผู้นั้นสามารถแสดงบทบาทหรือควบคุมสถานการณ์ที่สำคัญ ๆ และมีความเชื่อว่าตนเองจะมีคุณค่าเพิ่มมากขึ้นได้ด้วยสิ่งที่กำลังปฏิบัติ วิธีที่ดีที่สุดที่จะพัฒนาความเชื่อมั่นของตนก็คือการหวลนึกถึงผลงานในอดีตที่เคยทำสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

    ท่านสามารถตรวจสอบระดับความเชื่อมั่นของตัวท่านเองได้ด้วยการตั้งคำถามแก่ตนเอง เช่น ท่านมีข้อสงสัยลังเลในตัวท่านหรือในความสามารถของท่านที่จะทำงานนั้น ๆให้สำเร็จหรือไม่ หรือ ท่านมีความมั่นใจหรือไม่ว่าท่านมีความพร้อมในสิ่งที่จะนำพาท่านไปสู่ความสำเร็จ

        1.2 มีเจตคติเชิงบวก
             การมีเจตคติเชิงบวกเป็นอะไรที่มากไปกว่าการยิ้มสู้หรือชูสองนิ้ว ท่านจะต้องฝึกความคิดของตนให้รู้ว่าเมื่อการดำเนินการเกิดสะดุดหรือมีปัญหา ท่านจะจัดการอย่างไร ผู้ที่มีเจตคติเชิงบวกจะเป็นผู้ที่เข้าจัดการกับสถานการณ์อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนผู้ที่มีเจตคติในทางลบมักจะมีความเครียดและถูกสถานการณ์กดดัน ทำให้กลัว วิตกกังวล ใจฝ่อ โกรธ และในที่สุดก็ล้มเหลว เทคนิคการควบคุมความเครียดมีหลายวิธีรวมไปถึงการพักผ่อนที่เพียงพอ มีจิตใจที่ผ่อนคลาย ออกกำลังกาย ที่สำคัญคือจะต้องแยกแยะความคิดที่เป็นเชิงลบนั้นออกเป็นส่วน ๆว่าท่านกำลังวิตกในเรื่องใด และหาทางออกในเรื่องนั้น ๆ

    คำถามที่ควรถามตัวเอง เช่น ท่านมักจะหัวเสียและมีความวิตกกังวลในสถานที่ที่ท่านทำงานอยู่หรือไม่ หรือท่านมองโลกและการใช้ชีวิตในแง่ดี มองทะลุปัญหาที่กีดขวางไปเห็นอนาคตที่อยู่ถัดไปจากนั้นได้หรือไม่

    2. มีความฉลาดทางอารมณ์
        ตามแนวคิดแบบเก่า จะมองความฉลาดทางอารมณ์เป็นทักษะในการวางตนหรือทักษะในการสื่อสารด้วยการควบคุมอารมณ์ของตนเอง แต่แนวคิดปัจจุบันมองความฉลาดทางอารมณ์เป็นเรื่องความสามารถในการทำความเข้าใจในความรู้สึกทั้งของตนเองและของผู้อื่นและบริหารอารมณ์นั้นให้เกิดเป็นความสัมพันธ์ที่มั่นคง การเรียนรู้ที่จะพัฒนาความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ การฝึกที่จะรับฟังผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจจะช่วยให้สามารถเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นได้ดีขึ้น

    ลองถามตัวท่านเองว่า เมื่อผู้อื่นแสดงอารมณ์หงุดหงิดออกมา ท่านได้พยายามทำความเข้าใจในความรู้สึกของเขาหรือไม่ หรือเมื่อมีคนวิพากษ์วิจารณ์ท่านอย่างตรงไปตรงมา ท่านมีความรู้สึกว่าท่านกำลังถูกคุกคามหรือถูกขู่เข็ญอยู่หรือไม่

    3. เป็นผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง
        คุณสมบัติของผู้นำประเภทนี้ ประกอบด้วย
        3.1 แสดงวิสัยทัศน์ได้น่าสนใจ
             ผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงจะมีความสามารถในการสร้างวิสัยทัศน์เพื่ออนาคตและสามารถนำเสนอวิสัยทัศน์นั้นในลักษณะที่ดึงดูดและกระตุ้นความกระตือรือล้นให้เกิดขึ้นกับผู้ที่เกี่ยวข้อง หากท่านต้องการมีคุณสมบัติที่ว่า ก่อนอื่นท่านต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆอย่างแท้จริง และมีเทคนิคการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถลงลึกเข้าไปในเนื้อหาที่จะปฏิบัติและเข้าใจในความต้องการของผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากวิสัยทัศน์ของท่าน การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์จะช่วยให้ท่านสามารถแยกแยะสิ่งท้าทายรวมทั้งทางเลือกทั้งหลายที่มี การจัดลำดับความสำคัญและทักษะการตัดสินใจที่ดีจะช่วยให้ท่านสามารถกำหนดทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่ดีที่สุด รู้ข้อดีข้อเสียของทางเลือกที่ได้เลือกไว้ ท่านจะต้องสามารถเล่าเรื่องราวที่มีลักษณะน่าสนใจและมีแรงดึงดูดเพื่อให้ความคิดที่ถูกปิดกั้นได้เปิดออกและให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเหล่านั้นได้พิจารณาความคิดของท่านอย่างไม่มีอคติ

    คำถามเพื่อตรวจสอบตัวท่านเอง เช่น เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ท่านได้พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะคิดหาวิธีที่จะทำให้งานนั้นผ่านพ้นปัญหาที่มีอยู่หรือไม่ หรือ ท่านชอบวางแผนงานเพื่ออนาคตหรือไม่

        3.2 จูงใจให้ผู้เกี่ยวข้องยึดมั่นในวิสัยทัศน์
             ผู้นำจะต้องสามารถทำให้บุคคลอื่นยอมรับในวัตถุประสงค์ที่ท่านเป็นผู้กำหนด เน้นการทำงานเป็นทีมและมีความเชื่อว่าเมื่อบุคคลทำงานร่วมกันเป็นทีมพวกเขาจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าทำงานเพียงลำพัง ผู้นำที่ประสบความสำเร็จ คือ ผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงเป้าหมายของกลุ่มกับการปฏิบัติจริงเข้าด้วยกันโดยการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การบริหารงานโดยวัตถุประสงค์ (Management by Objectives) และ ตัวชี้วัดการปฏิบัติงาน (Key Performance Indicators: KPIs)

    ท่านอาจตรวจสอบตัวท่านด้วยคำถามที่ว่า ท่านคิดว่าเวลาที่ท่านใช้ไปกับความไม่มั่นใจในคุณประโยชน์ของการทำงานเป็นทีมเป็นเวลาที่สูญเปล่าหรือไม่ หรือ เมื่อตอนที่ท่านทำงานกับทีมงานของท่าน ท่านได้กระตุ้นให้ทุกคนทำงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันหรือไม่

        3.3 ทำตนให้เป็นต้นแบบ
             ผู้นำที่ดีนำทีมงานด้วยการทำตนเป็นตัวอย่าง เขาจะทำอย่างที่พูดและจะพูดอย่างที่ทำ ผู้นำเช่นนี้จะเป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อถือไว้วางใจ เขาจะเข้าไปมีส่วนในงานประจำทันทีที่มีความต้องการให้เป็นเช่นนั้น ผู้นำที่ดีไม่ใช่สักแต่นั่งอยู่ในห้องทำงานและออกคำสั่ง เขาจะแสดงคุณค่าที่ต้องการให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบและลงมือทำเป็นตัวอย่างในสิ่งที่เขาคาดหวังให้ผู้อื่นทำ การที่จะทำตัวให้เป็นต้นแบบที่ดีนั้น สิ่งสำคัญคือการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ผู้นำไม่ได้เป็นได้ด้วยฐานะตำแหน่ง แต่เป็นได้ด้วยการทำตนให้มีส่วนเกียวข้องกับเรื่องราวที่ตนรับผิดชอบอย่างทั่วถึงและทันต่อเหตุการณ์ ท่านจะทำให้ลูกน้องศรัทธาได้ก็เพราะเขาเหล่านั้นเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถและในความรับผิดชอบของท่าน ไม่ใช่เพราะท่านเป็นนายเขา

    ท่านลองถามตัวท่านเองว่าท่านคาดหวังให้งานที่ลูกน้องท่านทำมีคุณภาพสูงขึ้นทั้ง ๆที่ท่านก็ไม่เคยแสดงให้เห็นว่าท่านก็สามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่ หรือ ท่านได้เคยลงมือทำในสิ่งที่ท่านคาดหวังให้ผู้อื่นทำบ้างหรือไม่

        3.4 มีการจัดการที่ประสบผลสำเร็จ
             ผู้นำที่ดีจะต้องแสดงความคาดหวังที่ชัดเจน ไม่อ้อมค้อม เมื่อทุกคนรู้ว่าสิ่งที่คาดหวังคืออะไร การทำงานให้มีประสิทธิผลก็ไม่ใช่เรื่องยาก และเมื่อความไม่แน่นอนมีน้อย ผู้นำก็สามารถเข้าจัดการกับปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น ผู้นำต้องสร้างกฎในการปฏิบัติและทำให้ผู้เกี่ยวข้องได้เข้าใจเหตุผลที่ต้องมีกฎเช่นนั้น ผู้นำต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าความคาดหวังกับทรัพยากรและการให้การสนับสนุนการปฏิบัติมีความสอดคล้องในทิศทางเดียวกัน กฎที่ผู้นำได้สร้างขึ้นจะต้องนำไปใช้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง

    ลองถามตัวท่านเองว่าท่านเป็นผู้ที่คาดหวังผลงานของผู้อื่นในระดับที่สูงสุดมาโดยตลอดหรือไม่ หรือ ท่านเคยมีข้อยกเว้นในกฎเกณฑ์และความคาดหวังของตนเอง เพราะการผ่อนปรนความเข้มงวดลงบ้างเป็นการง่ายกว่าการจะต้องคอยบังคับควบคุมให้เป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลาหรือไม่

        3.5 ให้การสนับสนุนและกระตุ้นเตือน
             ผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงจะต้องมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคนของตน บุคคลจะมีความรู้สึกกระตือรือร้นในการทำงานได้ไม่ใช่เพราะเขารู้ว่าเขามีงานอะไรที่ต้องทำให้สำเร็จบ้าง สิ่งที่เขาต้องคือความท้าทายและงานที่น่าสนใจ พวกเขาต้องการพัฒนาทักษะและมีความรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนในความพยายามทำงานให้ประสบผลสำเร็จ ผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงจะต้องมองหาโอกาสจัดคนให้เหมาะสมกับงานที่ช่วยให้เขามีความก้าวหน้าในงานอาชีพและมีการพัฒนาในความรู้ความสามารถ ผู้นำต้องหมั่นประเมินความต้องการการฝึกอบรมเป็นระยะ ๆเพื่อให้รู้ว่าทีมงานต้องการอะไรที่จะให้ประสบความสำเร็จ จงระลึกไว้เสมอว่าการให้กำลังใจก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้

    ลองถามตัวท่านเองว่าเวลาที่ท่านมอบหมายงาน ท่านได้คำนึงถึงทักษะและความสนใจของผู้ที่ท่านมอบหมายหรือไม่ ท่านคิดว่าไม่ควรนำความรู้สึกส่วนตัวมาเกี่ยวข้องในการทำงานหรือไม่ ท่านได้ยอมใช้เวลาเรียนรู้ว่าบุคลากรของท่านต้องการอะไรจากท่านเพื่อให้งานประสบความสำเร็จหรือไม่ และท่านคิดว่าลูกน้องของท่านจะทำงานได้ดีที่สุดถ้าให้เขาทำงานอยู่อย่างเดิมจนเกิดความชำนาญแทนที่จะให้เขาได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่มีความท้าทายสำหรับเขาหรือไม่

——————————————

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *