การใช้เรื่องเล่าประกอบการสื่อสาร

    แทบทุกคนคนคงมีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องเล่ากันมาพอสมควร บางคนมีประสบการณ์ในฐานะผู้เล่า แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในฐานะผู้ฟัง ผู้ดู หรือผู้อ่าน เริ่มด้วยประสบการณ์การฟังนิทานในสมัยยังเป็นเด็ก โตขึ้นมาหน่อยก็จะได้อ่านเรื่องเล่าในรูปของวรรณคดีหรือเรื่องสั้นประกอบการเรียน พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็ซื้อหาหนังสือที่ตนชอบมาอ่านเพื่อความบันเทิงตามอัธยาศัย เรื่องเล่าไม่ว่าจะอยู่ในรูปนิทาน นิยาย ประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ หรือข้อมูลข่าวสารจึงเป็นเหมือนเครื่องจรรโลงความตื่นเต้นให้กับชีวิตที่ซ้ำซากจำเจ บางคนใช้เวลามากกว่าค่อนคืนเพื่อติดตามเรื่องเล่าที่ตนอ่านค้างไว้ หรือถ่างตาดูหนังผ่านทีวีหรือเคเบิล แต่บางคนกลับสนุกกับการเมาท์มอยเรื่องราวของคนอื่นในตอนเช้าโดยใช้เหตุผลว่าเป็นการอัพเดทข่าวสารก่อนเริ่มงาน

    เมื่อเรื่องเล่าเป็นสื่งเพิ่มเติมสีสันให้ชีวิต คนส่วนใหญ่จึงชอบฟังเรื่องเล่าและรู้สึกกระตือรือร้นหากทราบว่าจะมีเรื่องมาเล่าให้ฟัง เรื่องเล่าสามารถเปลี่ยนวิธีคิดของเราได้ ผู้บริหารจึงมักใช้เรื่องเล่าเป็นเครื่องมือกระตุ้นพลังของลูกทีม กลไกการทำงานของเรื่องเล่าจะเริ่มที่การสร้างความเข้าใจ อาจเป็นความเข้าใจในสิ่งใหม่ที่สร้างขึ้น หรือตอกย้ำสิ่งที่เข้าใจอยู่เดิมให้เข้มข้นขึ้นจนพร้อมที่กระทำตามความคิดนั้น เรื่องเล่าที่มีพลังอาจเกิดเป็นความเชื่อความศรัทธา เรื่องเล่าสามารถทำลายอุปสรรคกีดขวางและเปลี่ยนสถานการณ์ที่เลวร้ายให้กลายเป็นดีได้ เรื่องเล่าอาจกระตุ้นจินตนาการที่เกินจริงไปบ้างแต่ก็ควรใช้เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเท่านั้น ผู้นำและผู้บริหารที่มีชื่อเสียงทั้งหลายรู้และเข้าใจในพลังของเรื่องเล่าและมักใช้เรื่องเล่าเป็นเครื่องมือในการบรรยายหรือชี้ประเด็นที่ต้องการจะนำเสนอ ตัวคุณก็ใช้เรื่องเล่าให้เป็นประโยชน์ได้ ถ้าหมั่นฝึกฝน

ชนิดของเรื่องเล่า
    เรื่องเล่าแต่ละประเภทเหมาะสำหรับสถานการณ์ต่าง ๆ กันไป มีเรื่องเล่าอยู่ 6 ประเภทที่สามารถนำมาใช้ได้ในการทำงาน
    1. เรื่องเล่าประเภทแนะนำตัวเอง (Who I am “Stories”)
        เป็นเรื่องเล่าที่ใช้เมื่อผู้เล่ากำลังจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำทีมงาน เช่นเป็นผู้บริหารหน่วยงาน หรือเป็นหัวหน้าทีมงานแบบข้ามสายงาน ผู้อยู่ในสถานะดังกล่าวไม่ควรปล่อยให้สมาชิกในทีมคิดหรือไปค้นหาเอาเองว่าว่าคุณคือใครเพราะสิ่งที่พวกเขาคิดหรือฟังมามักจะเป็นในแง่ลบ เช่น บ้าอำนาจ นำทีมไม่เป็น หรือความรู้ไม่พอ อะไรทำนองนั้น และสุดท้ายก็ยังไม่รู้ว่าคุณเป็นใครในข้อเท็จจริงอยู่นั่นเอง แต่หากคุณชิงเล่าประวัติส่วนตัวให้พวกเขาฟังเสียนับตั้งแต่วันแรกที่รับหน้าที่เป็นผู้นำทีม คุณสามารถเล่าให้พวกเขาฟังได้ว่าคุณมีแรงบันดาลใจอะไร มีความเป็นมาในชีวิตอย่างไร และยอมรับคุณเข้าเป็นพวกได้ง่ายขึ้น เป้าหมายของการเล่าประวัติส่วนตัวควรอยู่ที่การชี้ข้อบกพร่องของตัวเองหรือความผิดพลาดในอดีต ไม่ใช่การยกตัวเองจนน่าหมั่นไส้ การนำเรื่องส่วนตัวที่เป็นข้อบกพร่องมาเล่าสู่กันฟังทำให้ผู้ฟังมีความรู้สึกว่าคุณไว้ใจเขาจึงเอาเรื่องที่ควรปกปิดมาเปิดเผยให้ทราบ นอกจากนั้นการเล่าข้อบกพร่องของตัวเองยังทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าคุณเป็นผู้ที่เข้าถึงได้ จับต้องได้อย่างปุถุชนคนหนึ่ง แต่ข้อบกพร่องหรือความผิดพลาดที่นำมาเล่านั้นไม่ควรเป็นเรื่องสำคัญจนไม่น่าให้อภัย

    2. เรื่องเล่าชี้แจงเหตุผลที่มาทำหน้าที่นี้ (Why I am here “Stories”)
        เป้าหมายของการเล่าเรื่องประเภทนี้คล้ายกับประเภทแรก คือลดความกินแหนงแคลงใจและทำให้ผู้ร่วมงานของคุณเชื่อว่าคุณไม่มีวาระซ่อนเร้น จะมีก็แต่ความตั้งใจที่มาร่วมงานกับพวกเขาให้บรรลุเป้าหมายที่มีร่วมกัน

    3. เรื่องเล่าประเภทคำสอน (Teaching Stories)
        การสอนให้เข้าใจโดยไม่มีการยกตัวอย่างประกอบคงทำให้สำเร็จได้ยาก ลำพังนิทานเรื่อง “เด็กเลี้ยงแกะ” ของอีสปเพียงเรื่องเดียวก็สอนเด็กเป็นล้านไม่ให้ร้องขอความช่วยเหลือเว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็น แม้ว่านิทานเรื่องนี้จะมีเนื้อเรื่องที่ไม่ได้ต่างไปจากนิทานอื่นทั่วไป แต่ก็เป็นคำสอนเด็กที่ใช้ได้ผลมาหลายศตวรรษแล้ว เรื่องเล่าประเภทคำสอนจะช่วยให้การบรรยายของคุณมีความชัดเจนและช่วยให้ผู้ฟังสามารถจดจำผูกโยงเรื่องของคุณกับเรื่องเล่าตามคำสอนนั้นได้ดียิ่งขึ้น การเลือกใช้สุ้มเสียงลีลาในการเล่าก็เป็นสิ่งจำเป็นและควรเลือกให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ฟัง

    4. เรื่องเล่าเพื่อถ่ายทอดเจตนารมณ์ (Vision Stories)
        ใช้เมื่อต้องการสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นความมุ่งหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทีมงานต้องการการย้ำเตือนว่าพวกเขากำลังกระทำอะไรและทำไปเพื่ออะไร เรื่องประเภทนี้นำมาใช้กระตุ้นให้เกิดการกระทำและสร้างขวัญกำลังใจ คุณควรหาเรื่องเล่าที่สามารถทำให้ทีมงานหวลระลึกถึงเป้าหมายสุดท้ายของภาระกิจรวม อีกทั้งเหตุที่ทำให้ทุกคนต้องพยายามทำให้สำเร็จ การเล่าเรื่องประเภทนี้ควรกลั่นออกมาจากอารมณ์ส่วนลึกของจิตใจของคุณเอง

    5. เรื่องเล่าประกอบความหมายของคุณค่า (Values in Action Stories)
        คุณค่าแต่ละอย่าง เช่น ความซื่อสัตย์  ความดี ความสุข มีความหมายแตกต่างกันไปในจิตสำนึกของแต่ละบุคคล เมื่อใดที่คุณต้องการปลูกฝังคุณค่าในเรื่องใดให้กับทีมงาน ขอให้เริ่มจากนิยามตามความหมายของคุณก่อน เช่น ถ้าต้องการปลูกฝังคุณค่าในด้านการให้บริการแก่ลูกค้า ก็ควรอธิบายความหมายและคุณค่าของการให้บริการแก่ลูกค้าให้ทีมงานฟังซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีที่คุณจะได้รู้ว่าทีมงานของคุณมีมุมมองในเรื่องเหล่านั้นอย่างไร ควรใช้เวลาในการปลูกฝังนานเท่าใด เริ่มที่ใครก่อนหลังอย่างไร เป็นต้น

    6. เรื่องเล่าประเภทวัดใจ (“I Know What You ‘re Thinking” Stories)
        ในโลกธุรกิจหนีไม่พ้นการต่อรองแลกเปลี่ยน ข้อดีของเรื่องเล่าประเภทนี้คือการชี้ให้เห็นว่าคุณรู้ว่าผู้อื่นคิดอะไรอยู่และสิ่งที่ผู้นั้นคิด ไม่ได้เป็นอย่างนั้น สิ่งสำคัญคือคุณไม่ได้กำลังหักล้างความคิดของผู้นั้นเพียงแต่แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่คุณคิดนั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือตัวอย่างจากโฆษณาที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ประเภท ถ้าไม่ดียินดีคืนเงิน อะไรทำนองนั้น

    ไม่ว่าคุณจะใช้เรื่องเล่าประเภทใดในสถานการณ์ใดก็ตาม ขอให้นึกถึงเรื่องต่อไปนี้ด้วย
    1) จริงใจ - นักเล่าเรื่องที่ดีจะต้องเล่าเรื่องด้วยความจริงใจ อย่าเสแสร้ง build อารมณ์ในขณะที่คุณไม่ได้มีอารมณ์หรือความรู้สึกเช่นนั้น คนฟังไม่ได้โง่ และเมื่อใดที่เขาคิดว่าคุณกำลังเล่นละคร คุณก็พังเมื่อนั้น ภาษาแถวบ้านผมเขาเรียกว่า “อีย้อย เก็บฉาก”

    2) คิดถึงใจผู้ฟังบ้าง - เรื่องเล่าที่ยาวเกินไป มักน่าเบื่อ เล่านะเล่าได้ แต่ไม่ใช่เล่าเสียยืดยาวจนไม่รู้ว่าว่าจะจบลงตรงไหน

    3) ซ้อมให้ดีเสียก่อน – ก่อนที่คุณจะเล่าเรื่องอะไรขอให้ลองซ้อมเล่าดูก่อน แม้จะเป็นสักครั้งหน้ากระจกหรือหน้ากล้องวิดีโอ ก็ช่วยได้มากตอนขึ้นเล่าจริง

    4) ใส่สีสัน – ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าวัตถุประสงค์ของการเล่าเรื่อง คือ เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้ฟัง คุณจึงไม่ควรอาศัยแต่เสียงแต่ควรมีท่าทางและอารมณ์ประกอบด้วย พยายามทำให้ผู้ฟังมองเห็นภาพและสีสันที่คุณกำลังวาดให้ใกล้เคียงที่สุดทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ใช่แค่เล่าว่าภาพนั้นคือภาพอะไร

    เรื่องเล่าจะเป็นเครื่องมือที่ดีของผู้นำได้ก็ต่อเมื่อผู้นำเล่าเรื่องนั้นได้ดี คุณจึงควรเรียนรู้เรื่องที่คุณจะเล่าให้ดีและแยกแยะประเด็นที่ต้องการนำเสนอเพื่อเข้าสู่บทสรุป อย่าทำให้ “เรื่องเล่า” กลายเป็น “เรื่องเหล้า” ที่ฟังจบแล้วไม่รู้เรื่อง

—————————————–

Visits: 1

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *