การเตรียมตัวเพื่อเข้าสอบสัมภาษณ์งาน (9)

    เพื่อไม่ให้เสียเวลา จะขอต่อจากครั้งที่แล้วด้วยตัวอย่างคำถามที่ 34 เลยนะครับ

    34. คุณพร้อมที่จะย้ายสาขาหรือเดินทางหรือไม่
         เป็นคำถามในเชิงปฏิบัติการจริง ถ้าคุณพร้อมที่จะทำเช่นนั้นอยู่แล้วก็ง่ายมากที่จะตอบ แต่ถ้าไม่มั่นใจ จะมีทางเลือกตอบอยู่ 3 ทางแล้วแต่ว่าคุณร้อนงานขนาดไหน

    ทางที่หนึ่ง ตอบปฏิเสธแล้วปิดโอกาสการได้งานนั้นไปเลย

    ทางที่สอง ตอบแบบสงวนสิทธิในการพิจารณาอีกครั้งเมื่อต้องย้ายหรือเดินทาง

    ทางที่สาม เป็นทางที่ขอแนะนำ คือ เปิดทางเลือกในการตัดสินใจในอนาคตของตนไว้โดยแจ้งผู้สัมภาษณ์ไปว่า ไม่มีปัญหา ทั้งนี้เพือให้คุณสมบัติของเราไม่มีจุดอ่อนเพราะเมื่อถึงตอนนั้นคุณยังมีโอกาสได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้งว่าคุ้มไหมที่จะย้ายไปทำสาขาอื่นหรือต้องเดินทาง นอกจากนั้นก่อนจะถึงเวลานั้นจริง คุณอาจมีงานอื่นที่ดีกว่าหรือได้ค้นพบว่างานที่คุณทำไม่เหมาะกับตัวคุณ ไม่ต้องรอถึงวันย้ายสาขาหรือเดินทางไปไหนก็ตั้งใจจะลาออกอยู่แล้วก็ได้ อย่าเข้าใจว่าผมแนะนำให้โกหกเพือให้ได้งานนะครับ แต่ในทางปฏิบัติยังมีตัวแปรอื่นอีกมากที่ถ้าจะนั่งซักถามกันก็จะเสียมากกว่าได้ เช่น ย้ายไปที่ไหน ย้ายไปนานเท่าไร ได้สวัสดิการหรือผลประโยชน์ตอบแทนอะไรเพิ่มขึ้นหรือไม่ การนับอายุงานเป็นอย่างไร ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ฯลฯ

    35. คุณกล้าที่จะไล่คนออกหรือไม่ และเคยมีประสบการณ์ไล่คนออกจำนวนมากมาก่อนบ้างหรือไม่
         ส่วนใหญ่ผู้เข้าสอบพอเจอคำถามนี้เข้าใจว่าเขาต้องการทดสอบความเด็ดขาดในการตัดสินใจและในความเป็นผู้นำ เลยตอบไปด้วยความภาคภูมิใจว่าคุณไล่คนออกมาเยอะแล้ว แถมยังเพิ่มสีสันว่าไม่เคยมีใครมาฟ้องร้องเรียกสิทธิอะไรจากองค์กรได้อีกด้วย แท้จริงแล้วคำถามนี้ต้องการดูว่าคุณมีความสามารถในการเลือกรับคนเข้าทำงานและบริหารงานได้ดีเพียงใด ยิ่งคุณตอบว่าเคยไล่คนออกมากก็ยิ่งต้องตอบคำถามต่อไปให้ได้ว่าทำไมคุณจึงไม่สามารถควบคุมบุคคลเหล่านั้นและคุณเลือกรับคนเหล่านั้นเข้ามาทำงานได้อย่างไร

    การมุ่งอธิบายแต่เรื่องการไล่ออกจึงเป็นการเปิดการ์ดให้ผู้สัมภาษณ์โยนคำถามเข้าใส่ได้ง่ายเพราะที่จริงแล้วการไล่คนออกไม่ใช่จุดแข็งในการบริหารงาน คุณจึงควรอธิบายกระบวนการบริหารงานที่คุณนำมาใช้ทั้งในส่วนการเลือกรับคนเข้าทำงานและในส่วนของการไล่ออกจากงาน โดยอธิบายว่าวิธีการบริหารงานของคุณคือการเลือกรับคนที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ให้การฝึกอบรมและการพัฒนาด้วยวิธีการต่างๆ ให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถยิ่งๆ ขึ้น กระตุ้นให้มีความกระตือรือร้นในการทำงานและภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม โดยตัวคุณเองจะร่วมปฎิบัติงานกับบุคคลเหล่านั้นเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน ปกติแล้วเมื่อดำเนินการเช่นนี้แล้วก็ไม่มีพนักงานคนใดที่สมควรถูกไล่ออก แต่ถ้าพนักงานนั้นเปลี่ยนพฤติกรรมไปอย่างมาก หรือพัฒนาไม่ขึ้นไม่ว่าด้วยสาเหตุใดซึ่งพนักงานที่เข้าข่ายที่ว่านี้จะมีจำนวนไม่มากนัก การไล่ออกหรือให้ออกจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จำเป็นต้องทำซึ่งก็ต้องทำอย่างรวดเร็วและโปร่งใสด้วย เพราะพนักงานที่ไม่ดีสามารถทำให้เกิดความเสียหายและบั่นทอนขวัญกำลังใจของพนักงานที่ดีได้ทั้งทีม

    36. ทำไมเปลี่ยนงานบ่อย
         เป็นคำถามที่สะท้อนความกังวลว่าคุณจะทำงานกับเขาได้ไม่นาน แต่ที่ห่วงมากกว่านั้นคือห่วงบุคลิกภาพของคุณว่าเป็นคนเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ หรือเป็นคนที่มีปัญหาในองค์กรที่เข้ากับใครไม่ได้

    ทางที่ดีที่สุดก่อนที่จะส่งประวัติไปก็ควรดูว่าประวัติการทำงานของเรามีการเข้าออกงานบ่อยจนน่าจะเป็นข้อสังเกตหรือไม่ หากใช่ก็ควรตัดประวัติในส่วนปลีกย่อยที่ไม่สำคัญออก ประวัติการทำงานไม่ต้องละเอียดถึงเดือน เอาแค่ปีก็พอซึ่งจะช่วยให้การเชื่อมต่อของเวลาดูดีขึ้น แต่ถ้าทำอย่างนั้นแล้วก็ยังถูกถามอีกก็ขอให้ดูว่าการเปลี่ยนงานของคุณเกิดบ่อยในช่วงใดซึ่งควรมีแค่สองช่วง คือช่วงเริ่มต้นการทำงาน หรือช่วงหลัง หากเป็นช่วงแรกก็อธิบายว่าเป็นการค้นหางานที่เหมาะกับความถนัดอย่างแท้จริงเพราะอายุยังน้อย หากเกิดมาเปลี่ยนงานบ่อยในช่วงหลังจะอธิบายยากหน่อย แต่ก็ควรอิงกับข้อเท็จจริงให้มาก ที่สำคัญอย่าโทษหรือโยนความผิดให้คนนั้นคนนี้ ควรยืนยันให้หนักแน่นว่าคุณปรารถนาที่จะมีความมั่นคงในการทำงาน สาเหตุการออกจากงานพยายามให้เป็นสาเหตุจากเหตุการณ์ที่เกินอำนาจการควบคุมของคุณ ไม่ใช่เกิดจากความขัดแย้งหรือข้อบกพร่องส่วนบุคคล คุณอาจอ้างอิงถึงสถานที่ทำงานที่คุณทำอยู่เป็นเวลานานที่สุดประกอบด้วยก็ได้

    วันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะครับ วันหลังผมจะนำเสนอคำถามที่ควรเรียนรู้เพื่อการเตรียมตัวเข้าสอบสัมภาษณ์มานำเสนออีกครับ

———————————–

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *